2007/May/09

ขอให้รักจงเจริญ



*** บทความนี้ มีการเปิดเผยส่วนสำคัญบางส่วนในภาพยนตร์ หากอ่านก่อนชมอาจจะทำให้เสียอรรถรสได้***

ผมกำลังเฝ้ารอให้เกิดอุบติเหตุขึ้น...

....
อุบัติเหตุรถชนบังเกิดขึ้น เมื่อสาวน้อยนามว่าอุ้มขับรถพร้อมคุยโทรศัพท์ แก้มอาบด้วยน้ำตา
ชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อพบว่าตนได้สูญเสียความทรงจำได้หมดสิ้น
มีเพียงสร้อยติดตัวของเขาที่ติดตัวเท่านั้นที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าเขาอาจจะชื่อ แทน
อุ้มจำเป็นต้องดูแลแทนด้วยความไม่เต็มใจเท่าใดนัก
ชายแปลกหน้า ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ ต้องมาอาศัยอยู่กับเธอ และหลานกำพร้าชื่อโอม
เรื่องวุ่นๆจึงเกิดขึ้น
แต่แน่นอน... นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
...
Me, myself หรือว่า ขอให้รักจงเจริญ ในชื่อไทย เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดยาว ครั้งแรกของ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง โดยเป็นการเล่าเรื่องราวของ ความรักที่ดูเป็นไปไม่ได้
หากจะมองกันที่ เนื้อเรื่อง ของ ขอให้รักจงเจริญ แล้วล่ะก็ เราสามารถบรรยายหนังให้เหลือเพียงไม่กี่ประโยค...
หญิงสาวขับรถชนชายหนุ่ม เขาความจำเสื่อม ทั้งสองค่อยๆสนิทกัน และเมื่อค้นหาความทรงจำเจอ กลับค้นพบว่าตัวเองเคยเป็นกระเทยมาก่อน แต่กระนั้น ทั้งสองก็ยังรักกัน
แต่หากว่านี่มิใช่หนังที่พยายามจะมุ่งเน้นไปที่ เนื้อเรื่อง ไม่
แต่มันเป็นหนังที่เล่นกับ อารมณ์ และ บรรยากาศ มากกว่า
หนังค่อยๆพาเราเข้าไปยังเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ดูเป็นไปไม่ได้ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ไม่เร่ง ไม่รีบ ไม่ร้อน
คนดูค่อยๆถูกผู้กำกับจูงเข้าถ้ำที่ระยะทางสั้นนิด แต่มืดมิดอับแสง ในมือถือโคมไฟดวงจิ๋ว ปากพลางเล่าเรื่อง
ผมค่อยๆถูกจูงเข้าไป
....
งาน ความรัก และ โอม คือสามสิ่งที่แวดล้อมชีวิตประจำวันของอุ้ม
เธอพยายามจัดการทั้งสามสิ่งให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ดูเหมือนว่า ทั้งสามอย่างจะเป็นภาระที่มากเกินไปสำหรับเธอ จนทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีอย่างที่ควร
จนกระทั่งชายแปลกหน้าคนนี้เข้ามาในชีวิตของเธอ
เข้ามาช่วย จัดการ ชีวิตให้เธอ
มาเป็นคนช่วยดูแลหลาน
มาเป็นกำลังใจให้ในอาชีพการงานของเธอ
และที่สำคัญที่สุด เข้ามาเติมเต็มหัวใจที่กลวงเปล่าของเธอ
...



สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดใน ขอให้รักจงเจริญ คงจะไม่พ้นเรื่องของบทภาพยนตร์ ที่แนบเนียน แยบคม และละเอียดลออ
ทุกๆฉาก ทุกๆตัวละครในเรื่อง ไม่มีอะไรเป็นส่วนเกินแม้แต่น้อย
ทุกๆบทพูด ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย... การผูกปม และการคลี่คลาย
ไม่เป็นการเกินไปหากผมจะพูดว่า บทเรื่องนี้มันช่างกลมเหลือเกิน
วงกลมที่ไร้ส่วนเกิน วงกลมที่ไร้ส่วนขาด
ทั้งหมดทั้งปวงต้องยกเครดิตให้กับ คงเดช จาตุรันรัศมี ซึ่งได้สร้างความประทับใจให้ผมในความโดดเด่นการผูกเรื่อง และเขียนบทพูดใน เฉิ่ม
และคงจะไม่เป็นการพูดยกย่องเกินไป หากผมจะขอพูดว่า ณ เวลานี้ คงเดช คือทรัพยากรทางด้านการสร้างสรรค์บทภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุคนหนึ่งในแวดวงภาพยนตร์ไทย
...
ความเติมเต็มกันและกันก่อเกิดไปสู่ความรัก
แทน ไม่สนใจกับอดีตของตนอีกต่อไป
เขาพร้อมที่จะใช้ชีวิตที่เหลือกับอุ้มตลอดไป
แต่ความจริงก็ค่อยๆกลับคืบคลานเข้ามาช้าๆ
ความจริงที่ว่า เขาไม่ใช่ผู้ชายจริงๆ เขาเป็นกระเทย
อุ้มจะตัดสินใจกับความรู้สึกนี้อย่างไร
...
แต่มีอีกสองสิ่งในหนัง ซึ่งคงจะเป็นบาปหากผมจะไม่กล่าวชื่นชมเลย นั่นก็คือความสามารถในการกำกับภาพยนตร์ของคุณ พงษ์พัฒน์ และ ความสามารถในรับบท แทน ของ อนันดา เอฟเวอริงแฮม
ต้องบอกตรงๆว่า ผมค่อนข้างที่จะแปลกใจ และประหลาดใจ เมื่อได้ยินคราวแรกว่า คุณ พงษพัฒน์ กำลังทำหนังรักอยู่ และเป็นหนังรักระหว่าง กระเทยกับ ผู้หญิงเสียด้วย
แน่นอนว่า การกระทำพิสูจน์ได้ดีกว่าภาพภายนอก
ผลลัพธ์ที่ออกมาคือภาพยนตร์รักที่ละเมียดละไมที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยชมมา
หนังไม่ได้พยายามชักจูงให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับหนังด้วยวิธีการดาษดื่น เช่น การใช้การแสดงที่ชี้นำ/เกินจริง หรือบทพูดที่หวานเลี่ยน เรียกน้ำตาและ แลดูไม่จริง (เหมือนคำเขียน มากกว่าคำพูด) รวมไปถึงการลดทอนเทคนิคทางภาพยนตร์ต่างๆ เพื่อคงเหลือไว้ซึ่งอารมณ์ที่คนดูได้ซึมซับ
ซึ่งแน่นอน อารมณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นจากตัวละครหลักสองตัวในเรื่อง และหนึ่งในนั้น ที่คอยเป็นเข็มทิศชี้นำทิศทางให้เรื่องดำเนินไปก็คือแทน
อีกเช่นกัน ผมก็ค่อนข้างประหลาดใจที่พระเอกมาดเซอร์เท่ อย่างอนันดา จะมารับบทกระเทยสูญเสียความทรงจำเช่นนี้ และอีกเช่นกันที่การกระทำ มันพูดได้ดังกว่า ภาพลักษณ์
อนันดาทำให้ผม เชื่อ สนิทใจในทุกๆการกระทำที่เขาได้ทำ ทุกๆคำพูดที่เขาพูด และทุกๆสิ่งที่เขาคิด
ผมคิดไม่ออกว่าหากบทแทนให้คนดื่นเล่นจะเป็นอย่างไร... นึกไม่ออกจริงๆ...

เมื่อสองปีก่อน Before Sunrise และ Before Sunset ที่ทำให้อิ่มเอิบ และฉงนในเรื่องราวของความรัก จนเป็นแรงขับเคลื่อนให้ผมต้องระบายมันออกมาทางตัวหนังสือ
และไม่น่าเชื่อเลยว่าหลังจากนั้น ผมจะรู้สึกแบบเดียวกันอีกกับภาพยนตร์ไทย
...
ความรักที่แลดูเป็นไปไม่ได้
หากตัดสินด้วยสายตาของคนภายนอก
ที่ยึดถือเอาบรรทัดฐานของสังคมมาก่อนความเข้าใจ และเนื้อแท้ของความรู้สึก
แต่แน่นอนว่า
เมื่อกาลเวลาพิสูจน์หัวใจของอุ้มแล้ว
เธอได้กลับไปหาแทน ที่สถานเริงรมย์ที่เขาเคยทำงานอยู่อีกครั้ง
และได้พบกับการร่ายรำของแทน
การร่ายรำที่พยายามจะสะบัดหลุดพ้นจากบ่วงอดีต
การกระแทกครั้งแล้ว ครั้งเล่าจากสังคมรอบๆตัวเขา
สิ่งที่หล่อหลอมมาให้เขาเป็นอย่างที่เป็น หรือที่เขาเคยเป็น
แต่เขาก็ลุกขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มิใช่ด้วยแรงจากคนรอบข้าง ไม่ใช่แรงจากสังคม
เขาถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งด้วยแรงของความรัก ความรู้สึก ที่หลอมให้เป็นในสิ่งที่เขาเลือกจะเป็น ณ เวลานี้
เมื่อความรู้สึกมั่นคง แน่นอน
ทั้งสองก็ไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใด
สายฝนโปรยปรายลงมาเป็นกำแพงชั้นดี... พวกเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้โลกรู้... คนจะสนทำไมว่าเราเป็นคนเรื่องมากไม่ชอบกินหัวหอม... เขาไม่ได้มากินกับเราด้วยเสียหน่อย
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง
สายฝนก็ได้ชะโรยเครื่องปะทินผิวหน้าของแทนออกไปจนหมดสิ้น
...
ความรักที่เป็นไปไม่ได้
เป็นไปได้เสียแล้ว
เพราะว่าความรักนั้นมีอานุภาพรุนแรง เอาชนะอุปสรรคได้ทั้งหมด
ผมคนหนึ่งล่ะ ขอให้รักจงเจริญ
...
หลังจากที่ผมถูกจูงพาออกมา เพียงพบกับแสงสว่างปลายถ้ำ
ความรู้สึกอิ่มเอบกับสิ่งที่พึ่งได้พบนั้น ยังคงวนเวียนแน่นอยู่เต็มอก
แม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่มันก็เป็นเรื่องแต่งที่งดงาม และมันก็ทำให้ผมมีกำลังใจในเรื่องความรักต่อไป
อย่างน้อยๆมันก็ทำให้ผมอยากเฝ้ารอ...
เผื่อไม่แน่พรุ่งนี้ อุบัติเหตุ(ความรัก) อาจจะเกิดขึ้นกับผมบ้าง

2007/Apr/30

ที่มา: โครงการประกวดหนังสั้น ของ Happy Dtac ภายใต้หัวข้อ "โทรให้พอดี"

ยังผลให้: นพเกิดอาการไอเดียกระฉูด พุ่งหยุดไม่อยู่ คิดคอนเซปต์ไอเดียของหนังสั้นขึ้นมา แล้วเอาบทมา pitch กับผมจนได้เรื่องได้ราว แล้วก็เริ่มลงมือถ่ายทำ ตัดต่อ และใส่เอฟเฟ็กกัน

ผลลัพธ์: หนังสั้นเรื่อง "ขบวนการกิ๊กกิ้ว"
เรื่องย่อ: จะเกิดอะไรขึ้นถ้าขบวนการร้ายอย่าง องค์กรกิ๊กกิ้ววางแผนใช้การโทรที่มากเกินพอดีในการยึดครองโลก จะมีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งแผนการนี้และช่วยโลกไว้ได้บ้าง..???



ความต้องการ: อยากให้เพื่อนๆเข้าไปชมหนังสั้นกันเยอะๆ แล้วถ้าชอบตัวหนัง ก็สามารถเป็นกำลังใจให้ผม และนพ ได้ด้วยการกดโหวตหนังสั้นนะคร้าบ... (ผลการตัดสินรอบแรก ผลโหวตมีน้ำหนักมากพอสมควร) คลิ๊กที่นี่
http://www.happy.co.th/film/view_movie.php?movie_id=69

หมายเหตุ: การโหวตค่อนข้างยุ่งยาก ต้องมีการสมัครสมาชิก และใช้เลขบัตรประชาชน... แต่ถ้าชอบหนังยังไงก็ขอความกรุณาด้วยนะคร้าบบบ

ท้ายสุด: ขอบคุณทุกคนที่เข้าไปชม และโหวตหนัง อีกทีครับ!!!

2007/Apr/06

ก่อนอ่านการ up blog ครั้งนี้โปรดทราบ!
เนื่องจากเราจะทำการให้ข้อมูลคุณในการ up blog ครั้งนี้อย่างมากมาย ดังนั้นผมจึงเกรงว่า อาจจะก่อให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย จึงข้อแบ่งเนื้อหาในการ up ครั้งนี้ออกเป็นหัวข้อต่างๆ เพื่อที่จะได้ติดตามเนื้อหาเฉพาะที่คุณสนใจ (แต่ถ้าจะอ่านทั้งหมด เราก็ไม่ว่ากันนะ!)
โดยเนื้อหาในการ up ครั้งนี้แบ่งออกเป็นดังนี้
1.ความคืบหน้าของละครถาปัดปีล่าสุดในเรื่อง บุญชู ตอน สระอู ย๊าน ยาน...
2.1 วันกับงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
3.ชีวิตการฝึกงาน และเรื่องราวยิบๆย่อยๆ ในชีวิตของผม
เชิญเลือกอ่านได้ตามอัธยาศัยครับ!
ปล. ที่มันมาเยอะอย่างนี้ เพราะสาเหตุเดิมๆนั่นแหล่ะ... ไม่มีเวลาอัพบล็อก!!

1.บุญชู ตอน สระอู ย๊าน ยาน...
เกริ่นกันก่อนสักนิด สำหรับผู้ที่อาจจะไม่รู้จัก ที่มาที่ไปของละครถาปัด จุฬาฯ
เนื่องด้วยคณะถาปัด จุฬาฯได้มีการผลิตละครเวทีออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เรื่อง คอยรถเมล์ ซึ่งเป็นการเล่นละครใบ้หน้าป้ายรถเมล์ โดยสร้างความครึกครื้นเฮฮา ให้กับผู้ที่เดินผ่านไปมา (ที่เป็นละครใบ้ เพราะเรายังโปรเจ๊กเสียง-การใช้เสียงให้ออกจากท้อง เพื่อให้ได้ยินระยะไกลๆ-ไม่เป็น) และนับจากนั้นมา คณะถาปัดจุฬาฯ ก็ผลิตละครเวทีเรื่อยมา โดยผ่านรูปแบบต่างๆ สถานที่แสดง ฯลฯ จนมาเป็นรูปแบบปัจจุบัน ที่มักจะแสดงที่ หอประชุมใหญ่ จุฬาฯ และเล่นกันเป็นปริมาณ 10 รอบด้วยกัน
โดยในทุกๆปี เรื่องที่นำมาเล่นก็จะผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วแต่การตกลงกันในชั้นปี โดยธรรมเนียมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็คือจะให้นิสิตปีสาม เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำละคร โดยมีรุ่นพี่ และรุ่นน้องคอยสนับสนุน (โดยปีที่ผมทำ ปีที่แล้ว เราเลือกทำเรื่อง Moulin Rouge ส่วนปีนี้ ก็คือ บุญชู นั่นเอง ใครสนใจอยากดูรายชื่อทั้งหมด คลิ๊กเข้าไปที่นี่
http://th.wikipedia.org/wiki/แล้วพิมพ์เซิชว่า "เดชไอ้ด้วน" ได้ครับ)


โปสเตอร์ละคอนปีนี้

ในความเห็นส่วนตัวนั้น ผมคิดว่า การเลือกเรื่อง บุญชู มาเล่นนั้น เป็นทางเลือกที่ดีและฉลาด เนื่องจากจุดเด่นของละครถาปัดก็คือ การนำเรื่องที่คนคุ้นเคยและมีพื้นเพความเข้าใจอยู่แล้ว มาคิดต่อ บิดมุมมอง หรือสานภาคต่อให้น่าสนใจ และกาเรลือกบุญชูมาทำในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่ามีความน่าสนใจมาก
ในส่วนความคืบหน้า ตอนนี้ทางคณะฯได้เปิดขายตั๋วแล้ว ถ้าใครสนใจก็รีบเข้าไปซื้อบัตรกันได้ที่ประตูกลาง คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ที่
http://www.boonchuarch.com/ ติดต่อสอบถามได้ที่ สมศรี 081-582-8413
สำหรับตัวผมนั้น ก็ทำหน้าที่ในฐานะรุ่นพี่ที่ผ่านประสบการณ์มาบ้าง ด้วยการกลับไปช่วยเขียนบทครับผม!

2. งานสัปดาห์หนังสือ ประจำปิดเทอมใหญ่ ปี 2550
บรรจบครบเวียนมาอีกครั้ง สำหรับงานสัปดาห์หนังสือ ที่ผมก็เป็นลูกค้าประจำคนหนึ่ง มักจะไปอุดหนุนหลายๆร้านเป็นประจำ โดยปีนี้คนก็ยังแน่นขนัด และแบงก์ในกระเป๋าก็มีที่ให้วิ่งเล่นมากมาย ตามเคย อิอิ
เอาล่ะ อย่าพูดพร่ำทำเพลงมาก มาดูหนังสือที่ผมไปถอยมาจากงานนี้กันเลยดีกว่า

1. ฝนตกขึ้นฟ้า (นวนิยาย ฟิล์ม นัวร์ โดย วินทร์ เลียววาริณ)



ไม่พลาดอยู่แล้วกับงานเขียนใหม่ๆของพี่วินทร์ (ขอเรียกพี่ เพราะว่าเป็นพี่คณะ) โดยทุกๆงานสัปดาห์หนังสือ ก็จะมีผลงานใหม่ๆของพี่วินทร์ มาให้อ่านกันตลอด โดยปีนี้ออกมาสองเล่ม คือเล่มนี้ และควายบิน (ซึ่งยังไม่ได้ซื้อเพราะผมแวะเป็นบูธสุดท้าย แล้วบ่จี๊แล้ว... เดี๋ยวคงไปตามเก็บตามร้านหนังสืออีกที)
หนังสือเล่มนี้น่าสนใจตรงนี้ เอาขนบของฟิล์มนัวร์ (หนังดำ หรือ หนังมืด แปลตรงๆจากภาษาฝรั่งเศส) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของภาพยนตร์ที่มีรูปแบบและองค์ประกอบชัดเจน (หญิงร้าย ชายชั่ว มั่วชิ... เอ๊ย ไม่ใช่) ทำให้นิยายเล่มนี้น่าอื่นสุดๆไปเลย (ผมค่อนข้างชอบหนังตระกูลนี้อยู่แล้วด้วยเป็นการส่วนตัว)

2. เขียนบทหนัง ซัดคนดูให้อยู่หมัด (แหกกฎ.. เขียนบททางเลือก) เล่ม 2


(ปกนี้ไม่ใช่นะครับ แต่พอดีผมหารูปปกเล่มสองอันใหม่ ไม่ได้)

เป็นงานที่รวบรวมมาจากคอลัมน์ยอดฮิต Art of Screenwriting ในนิตยสาร Bioscope ที่ผมติดตามอ่านอยู่เป็นประจำ และพอเล่มสองออกมา ผมก็ซื้อมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดลังเลให้มากนัก โดยหนังสือเล่มนี้ เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความรัก ความสนใจในศาสตร์ของการเขียนบท แต่อย่าคาดหวังว่ามันจะเป็นตำราน่าเบื่อๆ โดยสอนคุณให้เขียนบทเป็น step แต่หนังสือเล่มนี้ จะสอนให้คุณเรียนรู้เทคนิคการเขียนบท จากตัวอย่างหนังที่เราสามารถหาดูได้ทั่วไป

3. คนในหนัง (โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์)

(หารูปไม่ได้จริงๆ ขออภัยครับ ไว้จะถ่ายมาให้อีกทีนะ)
ซื้อเล่มนี้ด้วยเหตุผลง่ายๆ ผมชอบงานเขียนของพี่ธิดา และติดตามมาโดยตลอด จึงไม่ต้องคิดนานโดยเนื้อหาข้างในก็เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่พี่ธิดาชื่นชอบ พร้อมกับคอมเม้นส่วนตัวที่มีต่อหนังนั้นๆ

4. สู่โลกหลังสมัยใหม่ (Introducing Postmodernism โดย Ziauddin Sardar และ Patrick Curry แปลโดย นพพร ประชากุล)



ฟังดูจากชื่อหนังสือ อาจจะคิดได้ว่าเป็นหนังสือวิชาการเนื้อหาหนักๆ แต่แท้จริงแล้ว หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องที่มาที่ไป และนิยามของ postmodern ได้อย่างน่าสนใจ โดยใช้วิธีการ collage ภาพ พร้อมกับมีตัวหนังสือประกอบ ทำให้น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทอม หลังสมัยใหม่ หรือ postmodernism นั้น ผมจะอธิบายสั้นๆว่า หลังสมัยใหม่ เป็นเทอมที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง (ประมาณช่วงหลังปี 1970 เป็นต้นไป) ซึ่งเป็นการสร้างแนวคิดที่มาหักล้างแนวคิดสมัย สมัยใหม่ หรือ modern (ที่ว่าด้วยสัจจะความเท่าเทียมกันของมนุษย์) ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ส่งผลกระทบทั้งในระดับ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง (แต่ในสาขาที่ผมเรียน เราจะสนใจ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ในเชิงงานออกแบบ)

5. ในโรงเรียนออกแบบไมได้สอน (โดย อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล)



เป็นหนังสือที่มาจับเข่าคุยกับ ประสบการณ์การทำงานออกแบบให้เป็นวิชาชีพจริงๆ กับ 7 สำนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ธอมัส ไอเดีย / สกายไลน์ สตูดิโอ / ฮิวแมนทัช / แปลนโมทิป / สถาปนิกกรุงเทพ / ต้นศิลป์สถาปัตย์ และ คัลเล่อร์ ปาร์ตี้
โดยผมซื้อหนังสือเล่มนี้ ก็เพราะอีกปีเดียวก็ต้องกระโจนทะยาน เข้าสู่ยุทธจักรในวงการออกแบบอย่างเต็มรูปแบบ การที่อ่าน และเรียนรู้วิถีแห่งวงการนี้ในประเทศไทยก่อน ก็ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และสำคัญไม่น้อย

6.โลกของเรา: World & Earth (โดย ทรงวิทย์ สี่กิติกุล)



ผมชอบอุดหนุนการ์ตูนไทย ภาพสวยๆอยู่แล้ว เล่มนี้ออกมาเลยไม่พลาด ซื้อซะเลย ทั้งๆที่ก็ไม่ได้รู้จักกับผู้เขียน(วาด) แต่อย่างใด แต่เมื่อกี๊พลิกๆดูเห็นว่าทำงานให้กับบริษัท บ้านอิทฤทธิ์ แสดงว่าต้องเจ๋งแน่ๆ

7. Dutch Graphic Design (a century of innovation: by Aston W.Purvis / Cees W. De Jong)



มาถึงเล่มนี้ เป็นหนังสือออกแบบจากต่างประเทศครับ ว่าด้วยประวัติศาสตร์งานออกแบบกราฟฟิกของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม จนมาถึงยุคปัจจุบันกันเลย
ส่วนตัวผมแล้ว ผมชอบงานกราฟฟิกดิบๆ เลย์เอาท์สนุกๆ ผสมกับคอนเซปท์ที่รุนแรงและจัดจ้าน ของทางยุโรปมากกว่า ทางฝั่งอเมริกา หรือญี่ปุ่น ทำให้ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มาไว้ครอบครอง ซึ่งอันที่จริงก่อนหน้านี้ประมาณ สองเดืน ผมก็ได้ซื้อหนังสือที่ชื่อ History of Graphic Design มาไว้ในครอบครองอยู่แล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่า การจะสร้างงานออกแบบใดๆ เราต้องรู้จักสิ่งที่เป็นมาให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้น งานที่เราทำออกมาก็จะล่องลอย และไหลไปตามกระแสปัจจุบันเท่านั้น

8. The Anatomy of Design (by Steven Heller / Mirko Illic)



เจ๋งสุดๆกับเล่มนี้ ผมนั่งขุดอยู่ที่บูธ เพจ วัน นานมากกว่าจะเห็นเล่มนี้ (แนะนำนะครับ ใครสนใจหาหนังสือออกแบบ ให้แวะบูธนี้เลย มีเยอะมาก และราคาก็หลากหลาย ตั้งแต่ 250 ไปจนถึงหลายพัน) เป็นหนังสือที่ถอดรหัส 49 งานออกแบบกราฟฟิกที่โด่งดังในโลก ว่ามีกระบวนการคิด ความเป็นมา และใช้เทคนิคอะไรบ้างให้ได้งานออกมาที่น่าทึ่ง

แถมอีกเล่มครับ แต่ไม่ได้ซื้อมาจากงานนี้ แต่ไปซื้อจากร้านขายของที่ TCDC ชื่อหนังสือ กรรมาชนจีน เมื่อเหล่าสหายกลายเป็นนักช้อป ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับ mini exhibition ที่ทาง TCDC จัดไปก่อนหน้านี้



โดยหนังสือว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงทางด้าน การเมืองของประเทศจีน ที่ทำการเปิดประเทศมากขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนิสัยการบริโภคครั้งใหญ่ ทำให้แผ่นดินจีนกลายเป็นประเทศที่ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าต้องหันมาให้ความสนใจกับ demand ที่เปิดกว้างขึ้น
ตัวหนังสือจัดทำรูปเล่มออกมาได้สวยงามน่าเก็บโดยให้ความรู้สึกเหมือนหนังสือจากประเทศจีนสมัยเก่าๆหน่อย โดยมีการเล่นกับกราฟฟิกแบบจีนๆ และ typography ที่น่าสนใจ แม้ราคาจะแพงไปหน่อยที่ 950 บาท แต่ผมว่าก็น่าสะสมเอาไว้เลยล่ะ (ผมสะสมหนังสือจาก TCDC เกือบทุกเล่ม เพราะเค้าทำสวย น่าเก็บ และที่สำคัญ มีความรู้ทุกเล่ม)

เท่านี้แหล่ะครับ 9 เล่ม โดยรวมราคาทั้งหมดนี้ ก็เล่นผมหมดไปหลายพันอยู่ทีเดียว ก็หวังว่าหนังสือเหล่านี้ผมจะสามารถเก็บกวาดการซึมซาบ ได้หมดโดยไม่กลายสภาพเป็นหนังสือดองเค็ม (เหมือนหลายๆเล่มของปีก่อนหน้า)

3. ชีวิตช่วงนี้...

ชีวิตช่วงนี้ของผมอุดมไปด้วยความเหนื่อยครับ เนื่องจากทั้งต้องฝึกงาน และก็ยังรับจ๊อบไปพร้อมๆกัน
ที่ภาควิชาของผมนั้นบังคับให้มีการฝึกงานอย่างน้อย 168 ชั่วโมง หรือประมาณ 1 เดือนถ้าเราทำงานกันวันละ 8 ชม.นั่นเอง
ทเท้าความกันก่อนว่า แม้ผมจะเรียนคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ นั้น แต่ภาควิชาที่ผมเรียนต่างไปจากภาควิชาอื่นๆที่เหลือ เนื่องจากคนอื่นๆนั้นเวลาเรียนจบมาจะกลายเป็นสถาปนิกกัน ไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก สถาปนิกภายใน สถาปนิกออกแบบภูมิศาสตร์ ฯลฯ แต่ภาควิชาผมนั้นชื่อภาควิชา "ออกแบบอุตสาหกรรม" ซึ่งเมื่อจบออกมาแล้ว อาชีพของพวกผมก็คือเป็น "นักออกแบบ" นั่นเอง

โดยชื่อของภาควิชา ออกแบบอุตสาหกรรม นั้น ก็รวมความหมายถึง งานออกแบบใดๆที่สามารถผลิตเพื่อคนหมู่มาก ในระบบอุตสาหกรรมได้ โดยก็งานออกแบบนั้นก็โดนแบ่งออกเป็น 5 สาขาใหญ่ๆ อันได้แก่ เลขนิเทศ (Graphics) เครื่องปั้นดินเผา (Ceramics) ออกแบบภายใน (Interior) ผลิตภัณฑ์ (Product) และสิ่งทอ (Textiles)
โดยเราจะเรียนกันสาขาละสามวิชา (คือมีสามเลเวลนั้นเอง รวมเป็น 15 ตัว) แล้วเลือกทำวิทยานิพนธ์หนึ่งสาขาที่ถนัด โดยการฝึกงานก็ต้องเลือกให้ตรงกับสาขาที่ตนสนใจ (แหน่ะ เข้าเรื่องฝึกงานจนได้ อิอิ)

ส่วนสาขาที่ผมเลือกทำวิทยานิพนธ์นั้นก็คือ งานออกแบบเลขนิเทศ (Graphic Design) โดยผมให้ความสนใจกับสาขา ภาพเคลื่อนไหว (Motion Graphics) เป็นหลัก เพราะคิดว่าน่าจะมีตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตอย่างมาก เพราะเดี๋ยวนี้อะไรๆก็เร็ว และ billboard ก็หันมาใช้จอ led, lcd กันมากขึ้นอย่างล้นหลาม
โดยผมเลืกอฝึกงานกับออฟฟิศแห่งหนึ่งแถวโชคชัย4 ที่มีนามว่า D Refinery ของพี่โก้ (โดยผมฝึกกะเพื่อนอีกคน ชื่อ เอิน) โดยคำแนะนำของอาจารย์ม่อน โดย D Refinery นี้เป็น design firm เล็กๆ มีพนักงานรวมพี่โก้ด้วย ก็เพียงสามคนเท่านั้น โดยสภาพแวดล้อมของออฟฟิศก็น่าอยู่มั่กๆ ด้านหน้ายื่นเป็นสะพานออกมาโดยเป็นบ่อเลี้ยงปลาอยู่ข้างล่าง ก่อนจะเข้าถึงบริเวณรับแขก แล้วค่อยเข้าไปในตัวออฟฟิศ

รวมถึงเวลานี้ เวลาฝึกงานก็บรรจบครบ 1 เดือนพอดี ซึ่งก็ครบระยะเวลาที่กำหนดแล้วล่ะ แต่ผมก็ยังอยากฝึกต่อ เนื่องจากพี่ๆที่นี่น่ารักมากๆ และพี่โก้ก็เป็นทั้งเจ้านาย และครูที่ดี ที่สอนความรู้ให้ผมมากมาย (ขอบพระคุณเอาไว้ ณ ที่นี้)
1เดือนที่ผ่านมา ผมก็ได้ทดลองทำงานไปพอสมควร โดยเป็นงาน motion graphics ทั้งหมด โดยงานที่ได้ทำมาก็มี งานประกอบ Hot Summer Party ของสิงห์ / งานโปโมทสินค้าใหม่ของ Estee Lauder / งาน motor show โดยออกแบบให้กับบูธ Nissan โดยทั้งหมดทั้งปวง ทำให้ผมได้ประสบการณ์ และได้หักโหมใช้ After Effects อย่างหนักทีเดียว

ส่วนงานที่รับจ๊อบช่วงนี้เป็นงานออกแบบโลโก้ให้กับ บริษัท aqualink ที่จะทำอุปกรณ์เล่นกีฬา wakeboard ขายในประเทศครับ ก็ลองดูๆงานกันได้ฮะ

โลโก้ครับ




เสื้อชูชีพครับ