films

2007/May/09

ขอให้รักจงเจริญ



*** บทความนี้ มีการเปิดเผยส่วนสำคัญบางส่วนในภาพยนตร์ หากอ่านก่อนชมอาจจะทำให้เสียอรรถรสได้***

ผมกำลังเฝ้ารอให้เกิดอุบติเหตุขึ้น...

....
อุบัติเหตุรถชนบังเกิดขึ้น เมื่อสาวน้อยนามว่าอุ้มขับรถพร้อมคุยโทรศัพท์ แก้มอาบด้วยน้ำตา
ชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อพบว่าตนได้สูญเสียความทรงจำได้หมดสิ้น
มีเพียงสร้อยติดตัวของเขาที่ติดตัวเท่านั้นที่พอจะบ่งชี้ได้ว่าเขาอาจจะชื่อ แทน
อุ้มจำเป็นต้องดูแลแทนด้วยความไม่เต็มใจเท่าใดนัก
ชายแปลกหน้า ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ ต้องมาอาศัยอยู่กับเธอ และหลานกำพร้าชื่อโอม
เรื่องวุ่นๆจึงเกิดขึ้น
แต่แน่นอน... นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
...
Me, myself หรือว่า ขอให้รักจงเจริญ ในชื่อไทย เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดยาว ครั้งแรกของ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง โดยเป็นการเล่าเรื่องราวของ ความรักที่ดูเป็นไปไม่ได้
หากจะมองกันที่ เนื้อเรื่อง ของ ขอให้รักจงเจริญ แล้วล่ะก็ เราสามารถบรรยายหนังให้เหลือเพียงไม่กี่ประโยค...
หญิงสาวขับรถชนชายหนุ่ม เขาความจำเสื่อม ทั้งสองค่อยๆสนิทกัน และเมื่อค้นหาความทรงจำเจอ กลับค้นพบว่าตัวเองเคยเป็นกระเทยมาก่อน แต่กระนั้น ทั้งสองก็ยังรักกัน
แต่หากว่านี่มิใช่หนังที่พยายามจะมุ่งเน้นไปที่ เนื้อเรื่อง ไม่
แต่มันเป็นหนังที่เล่นกับ อารมณ์ และ บรรยากาศ มากกว่า
หนังค่อยๆพาเราเข้าไปยังเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ดูเป็นไปไม่ได้ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ไม่เร่ง ไม่รีบ ไม่ร้อน
คนดูค่อยๆถูกผู้กำกับจูงเข้าถ้ำที่ระยะทางสั้นนิด แต่มืดมิดอับแสง ในมือถือโคมไฟดวงจิ๋ว ปากพลางเล่าเรื่อง
ผมค่อยๆถูกจูงเข้าไป
....
งาน ความรัก และ โอม คือสามสิ่งที่แวดล้อมชีวิตประจำวันของอุ้ม
เธอพยายามจัดการทั้งสามสิ่งให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ดูเหมือนว่า ทั้งสามอย่างจะเป็นภาระที่มากเกินไปสำหรับเธอ จนทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีอย่างที่ควร
จนกระทั่งชายแปลกหน้าคนนี้เข้ามาในชีวิตของเธอ
เข้ามาช่วย จัดการ ชีวิตให้เธอ
มาเป็นคนช่วยดูแลหลาน
มาเป็นกำลังใจให้ในอาชีพการงานของเธอ
และที่สำคัญที่สุด เข้ามาเติมเต็มหัวใจที่กลวงเปล่าของเธอ
...



สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดใน ขอให้รักจงเจริญ คงจะไม่พ้นเรื่องของบทภาพยนตร์ ที่แนบเนียน แยบคม และละเอียดลออ
ทุกๆฉาก ทุกๆตัวละครในเรื่อง ไม่มีอะไรเป็นส่วนเกินแม้แต่น้อย
ทุกๆบทพูด ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย... การผูกปม และการคลี่คลาย
ไม่เป็นการเกินไปหากผมจะพูดว่า บทเรื่องนี้มันช่างกลมเหลือเกิน
วงกลมที่ไร้ส่วนเกิน วงกลมที่ไร้ส่วนขาด
ทั้งหมดทั้งปวงต้องยกเครดิตให้กับ คงเดช จาตุรันรัศมี ซึ่งได้สร้างความประทับใจให้ผมในความโดดเด่นการผูกเรื่อง และเขียนบทพูดใน เฉิ่ม
และคงจะไม่เป็นการพูดยกย่องเกินไป หากผมจะขอพูดว่า ณ เวลานี้ คงเดช คือทรัพยากรทางด้านการสร้างสรรค์บทภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุคนหนึ่งในแวดวงภาพยนตร์ไทย
...
ความเติมเต็มกันและกันก่อเกิดไปสู่ความรัก
แทน ไม่สนใจกับอดีตของตนอีกต่อไป
เขาพร้อมที่จะใช้ชีวิตที่เหลือกับอุ้มตลอดไป
แต่ความจริงก็ค่อยๆกลับคืบคลานเข้ามาช้าๆ
ความจริงที่ว่า เขาไม่ใช่ผู้ชายจริงๆ เขาเป็นกระเทย
อุ้มจะตัดสินใจกับความรู้สึกนี้อย่างไร
...
แต่มีอีกสองสิ่งในหนัง ซึ่งคงจะเป็นบาปหากผมจะไม่กล่าวชื่นชมเลย นั่นก็คือความสามารถในการกำกับภาพยนตร์ของคุณ พงษ์พัฒน์ และ ความสามารถในรับบท แทน ของ อนันดา เอฟเวอริงแฮม
ต้องบอกตรงๆว่า ผมค่อนข้างที่จะแปลกใจ และประหลาดใจ เมื่อได้ยินคราวแรกว่า คุณ พงษพัฒน์ กำลังทำหนังรักอยู่ และเป็นหนังรักระหว่าง กระเทยกับ ผู้หญิงเสียด้วย
แน่นอนว่า การกระทำพิสูจน์ได้ดีกว่าภาพภายนอก
ผลลัพธ์ที่ออกมาคือภาพยนตร์รักที่ละเมียดละไมที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยชมมา
หนังไม่ได้พยายามชักจูงให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับหนังด้วยวิธีการดาษดื่น เช่น การใช้การแสดงที่ชี้นำ/เกินจริง หรือบทพูดที่หวานเลี่ยน เรียกน้ำตาและ แลดูไม่จริง (เหมือนคำเขียน มากกว่าคำพูด) รวมไปถึงการลดทอนเทคนิคทางภาพยนตร์ต่างๆ เพื่อคงเหลือไว้ซึ่งอารมณ์ที่คนดูได้ซึมซับ
ซึ่งแน่นอน อารมณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นจากตัวละครหลักสองตัวในเรื่อง และหนึ่งในนั้น ที่คอยเป็นเข็มทิศชี้นำทิศทางให้เรื่องดำเนินไปก็คือแทน
อีกเช่นกัน ผมก็ค่อนข้างประหลาดใจที่พระเอกมาดเซอร์เท่ อย่างอนันดา จะมารับบทกระเทยสูญเสียความทรงจำเช่นนี้ และอีกเช่นกันที่การกระทำ มันพูดได้ดังกว่า ภาพลักษณ์
อนันดาทำให้ผม เชื่อ สนิทใจในทุกๆการกระทำที่เขาได้ทำ ทุกๆคำพูดที่เขาพูด และทุกๆสิ่งที่เขาคิด
ผมคิดไม่ออกว่าหากบทแทนให้คนดื่นเล่นจะเป็นอย่างไร... นึกไม่ออกจริงๆ...

เมื่อสองปีก่อน Before Sunrise และ Before Sunset ที่ทำให้อิ่มเอิบ และฉงนในเรื่องราวของความรัก จนเป็นแรงขับเคลื่อนให้ผมต้องระบายมันออกมาทางตัวหนังสือ
และไม่น่าเชื่อเลยว่าหลังจากนั้น ผมจะรู้สึกแบบเดียวกันอีกกับภาพยนตร์ไทย
...
ความรักที่แลดูเป็นไปไม่ได้
หากตัดสินด้วยสายตาของคนภายนอก
ที่ยึดถือเอาบรรทัดฐานของสังคมมาก่อนความเข้าใจ และเนื้อแท้ของความรู้สึก
แต่แน่นอนว่า
เมื่อกาลเวลาพิสูจน์หัวใจของอุ้มแล้ว
เธอได้กลับไปหาแทน ที่สถานเริงรมย์ที่เขาเคยทำงานอยู่อีกครั้ง
และได้พบกับการร่ายรำของแทน
การร่ายรำที่พยายามจะสะบัดหลุดพ้นจากบ่วงอดีต
การกระแทกครั้งแล้ว ครั้งเล่าจากสังคมรอบๆตัวเขา
สิ่งที่หล่อหลอมมาให้เขาเป็นอย่างที่เป็น หรือที่เขาเคยเป็น
แต่เขาก็ลุกขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้มิใช่ด้วยแรงจากคนรอบข้าง ไม่ใช่แรงจากสังคม
เขาถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งด้วยแรงของความรัก ความรู้สึก ที่หลอมให้เป็นในสิ่งที่เขาเลือกจะเป็น ณ เวลานี้
เมื่อความรู้สึกมั่นคง แน่นอน
ทั้งสองก็ไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใด
สายฝนโปรยปรายลงมาเป็นกำแพงชั้นดี... พวกเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้โลกรู้... คนจะสนทำไมว่าเราเป็นคนเรื่องมากไม่ชอบกินหัวหอม... เขาไม่ได้มากินกับเราด้วยเสียหน่อย
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง
สายฝนก็ได้ชะโรยเครื่องปะทินผิวหน้าของแทนออกไปจนหมดสิ้น
...
ความรักที่เป็นไปไม่ได้
เป็นไปได้เสียแล้ว
เพราะว่าความรักนั้นมีอานุภาพรุนแรง เอาชนะอุปสรรคได้ทั้งหมด
ผมคนหนึ่งล่ะ ขอให้รักจงเจริญ
...
หลังจากที่ผมถูกจูงพาออกมา เพียงพบกับแสงสว่างปลายถ้ำ
ความรู้สึกอิ่มเอบกับสิ่งที่พึ่งได้พบนั้น ยังคงวนเวียนแน่นอยู่เต็มอก
แม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่มันก็เป็นเรื่องแต่งที่งดงาม และมันก็ทำให้ผมมีกำลังใจในเรื่องความรักต่อไป
อย่างน้อยๆมันก็ทำให้ผมอยากเฝ้ารอ...
เผื่อไม่แน่พรุ่งนี้ อุบัติเหตุ(ความรัก) อาจจะเกิดขึ้นกับผมบ้าง

2006/Oct/16

เวลาเราชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ ตัวละครมักจะได้เจอกับบางสิ่งที่ทำให้แนวคิดของตัวละครเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีทางหวนคืนกลับ โดยในภาษาเขียนบท เราจะเรียกเหตุการณ์เหล่านี้ว่า turning point
แต่ใครเล่าจะรู้ ว่าการที่ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง...
มันอาจจะกลายเป็นหนึ่งใน turning point ของชีวิตผม




กรุณาเรียกผมว่ามนุษย์สุดเชยทีี่เพิ่งได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor ของผู้กำกับชั้นบรมครูอย่าง Bernardo Bertolucci เมื่อค่ำของวันนี้ (ทั้งๆที่หลายคนคงได้ดูกันไปเมื่อประมาณชาติกว่า)
ผมจวนเจียนจะได้ทำความรู้จักกับหนังเรื่องนี้หลายหน ทั้งเกือบจะได้ยืมเพื่อนมาดู และเกือบซื้อมาเก็บเป็นเจ้าของ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ชมมันสักที
จนกระทั่งด้วยความอนุเคราะห์ของพี่สน ที่ทำให้ผมได้บัตร press ของเทศกาล world film festival of bangkok ครั้งที่ 4 นี้ทำให้การตัดสินใจเลือกดูหนังในเทศกาลนี้กลายเป็นเรื่องง่าย (ซึ่งผมได้ดูมาแล้วก่อนหน้า 3 เรื่องได้แก่ Paris, I love you, Personnel และ The Clam ซึ่งถ้ามีโอกาสจะเขียนถึงต่อไปนะครับ) จึงทำให้ผมตีตั๋วเข้าไปดู The Last Emperor อย่างไม่ลังเลใจ เนื่องจากได้ยินชื่อมานาน แต่ไม่ได้ดูสักที และ คาดว่าชาตินี้ผมคงไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงอีกแล้วแน่ๆ

ซึ่งผมคิดว่า ด้วยสาเหตุหลายๆประการนี้ ได้นำพาผมไปพบกับภาพยนตร์ที่อาจจะเปลี่ยนมีผลกระทบอันยิ่งใหญ่กับชีวิตของผม

The Last Emperor เป็นเรื่องราวของตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ จนสิ้นชีวิต ของกษัตริย์องคฺ์สุดท้าย ในราชวงศ์แมนจู (ซึ่งก็เป็นราชวงศ์สุดท้ายในประเทศจีน) ที่ขึ้นครองราชย์ขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำคัญหลายๆครั้งในประเทศจีน
ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าววิจารณ์เข้าไปในตัวภาพยนตร์
แต่ผมจะขอพูดถึง "พลัง" ของภาพยนตร์

The Last Emperor เป็นภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่นของพลังในด้าน "ภาพ" เป็นอย่างมาก รวมไปถึงบทภาพยนตร์ จังหวะตัดต่อ เพลงประกอบ และนักแสดงต่างผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว และทรงพลัง
แต่สิ่งเหล่านี้กลับแผ่วเบา และซ่านซาไปหมดสิ้น
เพราะขณะที่จ้องผืนผ้าใบ ที่มีภาพวิ่งด้วยอัตราเร็ว 24 เฟรมต่อวินาทีนั้น
ผมสัมผัสได้ถึงพลังอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าตัวรูปธรรมของภาพยนตร์ที่สัมผัสได้ทาง ประสาทสัมผัสทั้ง 5
พลังนั้นคือ "หลังแห่งผู้กำกับ"

Bernardo Bertolucci เป็นผู้กำกับชาวอิตาลี แต่กลับมาทำการกำกับ หนังประวัติศาสตร์ราชวงศ์จีน... แค่นี้ก็ทำให้ผมขนลุกซู่แล้วครับ!
ณ จนถึงเวลานี้ ผมยังไม่ได้อ่านบทความ หรือบทสัมภาษณ์ใดๆ ที่กล่าวถึงเบื้องหลังของงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
แต่ผมสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณและความทุ่มเทของผู้กำกับ ที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของ "จักรพรรดิองค์สุดท้าย" นี้ออกมาด้วยความตั้งใจ และทุ่มเทยิ่ง
ไม่เป็นการง่ายเลย ในการที่เป็นคนต่างชาติแล้วต้องมาทำหนังประวัติศาสตร์ของชาติอีกชาติ ที่อยู่ห่างไกลกัน ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม

Bertolucci ไปเอาแรงมาจากไหน?
ผมทึ่ง และซาบซ่านกับพลังตรงนี้มากครับ

ทุกๆเฟรม ทุกๆวินาทีของหนัง เต็มไปด้วยความหมดจดงดงามที่ภาพยนตร์พึงจะมีศักยภาพดึงออกมาได้
ด้วย research ที่(ผมรู้สึก)ว่าละเอียดยิบ งาน production ที่สุดแสนจะอลังการ ไดอาล็อกที่คมคาย และที่สำคัญคือจังหวะของหนังที่ทำได้อย่างลงตัวที่สุด องค์ประกอบทั้งหลายแหล่ยิ่งทำให้ผมรู้สึกได้ถึง passion (นึกคำไทยสำหรับคำนี้ไม่ออกจริงๆ) ของศิลปินที่ละเลงลงไปบนแฟ่นฟิล์ม

ซึ่ง passion เหล่านี้มันสื่อสารออกมาได้ชัดเจน และเด่นชัดเหลือเกิน

และคลื่นพลังนี้เองที่มันทำให้ผมค่อยๆมั่นใจขึ้นมาเรื่อยๆ

ว่าผมอยากทำหนังดีๆสักเรื่อง
อย่างน้อยๆก็ก่อนตาย

มันอยากจริงๆครับ.... มันจะกลายเป็น turning point ของชีวิตผมแน่ๆ....

ปล. ดีใจจริงๆครับ ที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรง ขอบคุณ Bernardo Bertolucci ที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมาด้วยพลังที่ผมจินตนาการไม่ออกจริงๆว่าทำได้อย่างไร

ปล.2 ตอนนี้ขออณุญาต ไปนั่งซึมซับกับความสุดยอดของหนังเรื่องนี้ก่อน จากนั้น ผมจะไป research หาข้อมูลเบื้องหลังเกี่ยวกับงานสร้างและที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อน แล้วจะเอามาขยายความต่อทีหลังนะครับ :)

2006/Jul/23



เคยไหมครับ กับอารมณ์สีเทา?
ช่วงนี้ผมเจอความรู้สึกแบบนี้ตลอด มองไปทางไหนก็เท้า...เทา
มันรู้สึกไม่ค่อยอยากทำอะไรเลยน่ะครับ เรียนก็เฉยชา ทำงานนอกก็เฉยชา ทำงานประกวดก็เฉยชา...
ดูหนังผมยังเฉยชาเลยครับ!
สงสัยจะเป็น after effect จากอาการเลิกกับแฟน
คนเรานี่แปลกนะฮะ บางทีเวลาอยู่กับคนอื่นก็อยากอยู่คนเดียว พออยู่คนเดียวก็อยากอยู่กับคนอื่น
(เอ๊ะ หรือผมเป็นคนเดียวหว่า... ไม่รู้เหมือนกันแฮะ)

เวลาเดินสวนกับผู้คนเยอะๆที่สยาม ผมจะนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง All About Lily Chou-Chou ทุกทีไป
คงเป็นเพราะรู้สึกว่า จริงๆแล้วทุกๆคนในโลกก็คงมีความเหงาเหมือนกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มากน้อยก็คงต่างกันไปกับสถานการณ์
และการที่เรามีใครสักคน มันคงเป็นการแบ่งความเหงาให้กันและกัน เพื่อให้มันทุเลาลงไปบ้าง
ผมว่าเวลาคนเรารับความเหงาจากอีกคนมา มันทำให้เราหายเหงานะครับ

เข้าเรื่องหนังหน่อยดีกว่านะ เดี๋ยวจะหาว่ากู่ไม่กลับ
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ดูหนังดีๆ (แต่ยังไม่โดน) ไปสามเรื่อง ก็เลยจะขอเขียนถึงเพียงเรื่องละสั้นๆก็แล้วกันนะ เอาแบบไม่โป๊ดีกว่า เป็นการเชิญชวนให้ไปดูมากกว่าวิจารณ์ เพื่อนๆที่ยังไม่มีไอเดียว่าจะไปดูเรื่องอะไร จะได้ลองไปชิมนะจ๊ะ

1. The Alibi (****)
เรื่องราวของ กลุ่มบริษัท ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการนอกใจ สาละมี และ ภรรยา (คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ) โดยองค์กรดังกล่าวนี้ จะคอยช่วยเหลือคุณต่างๆนาๆในการ สับราง หาข้อแก้ตัว สร้างข้ออ้าง เป็นพยาน (ที่มาของชื่อเรื่อง) ว่าคุณน่ะ ทำงานอยู่นะ ไม่ได้ไปกุ๊กกิ๊กหญิงที่ไหนจริงจริ๊งงง
แต่เรื่องซวยดันบังเกิด เมื่อลูกค้ารายหนึ่ง ขณะที่แอบเอาอีหนูไปกก เจ้ากรรมดันเผลอไปฆ่าเธอเพราะดันไปมีเซ็กซ์แบบผิดมนุษย์มนาซะนี่... (ยังไง ขอให้ไปดูเอาเอง) ทำให้พระเอกหนุ่ม เจ้าของบริษัทต้องเดือดร้อน หาทางปกปิดทุกอย่าง แล้วเรื่องก็ดันไปพัวพันกับอีกหลายๆตัวละครที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น พ่อของอีตาลูกจ้างนี่ หรือจะเป็นแฟนหนุ่มของหญิงผู้โชคร้าย
หนังตัวละครเยอะ เปิดโปงด้านมืดของมนุษย์ เสียจน Matt Checkowski และ Kurt Mattila โดนกล่าวหาว่าจริงๆแล้วเป็น Woody Allen กับ Robert Alman ปลอมตัวมากำกับ
หนังสนุกมาก ผูกเส้นเรื่องได้ซับซ้อนแต่ไม่ปวดหัว นักแสดงเล่นได้ดีและสนุกสนาน โดยเฉพาะพระเอกที่ผมว่า มาดดูเท่ และเฉียบมาก ส่วนนางเอกก็สวยบาดใจซะ
หนังยังคงมีรอบเต็มเอี๊ยด ที่ลิโด้
(10.00), 12.00, 14.00, 16.30, 18.30, 20.30

2. Sophie Scholl (***1/2)
หนังสร้างจากชีวิตจริงของหญิงสาวนาม โซฟี ชอลล์ ผู้ซึ่งมีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวที่จะลุกขึ้นมาต่อกร กับ กลุ่มพลพรรคนาซีในช่วงสงครามโลกที่สอง ด้วยการแจกเอกสารเพื่อให้ประชาชนต่อต้านสงครามที่ประเทศแม่ของเธอก่อขึ้น และเมื่อถูกจับได้ เธอ พี่ชาย และสมาชิกของกลุ่มที่เหลือ ต่างก็ยอมรับในสิ่งที่ทำอย่างสง่าผ่าเผย และกล่าวอย่าง ภาคภูมิ กับสิ่งที่พวกเธอได้ทำ แม้จะต้องเผชิญกับจุดจบของชีวิตก็ตาม
หากคุณๆ เคยดูหนังต่อต้านสงครามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Schinders Lists หรือ Born on the Fourth of July ก็จะพบว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างออกไปตรงที่ กล่าวถึง วรีสตรี ในสงคราม แต่ในมุมมองที่ต่างออกไป นั่นคือ เธอต่อต้านสงครามที่ก่อจากประเทศของเธอเอง ในภาวะสงครามนั้นๆ อย่างภาคภูมิ และไม่หวาดกลัว เพื่ออุดมการณ์ของเธอ
เนื้อเรื่องนั้นเป็นแบบพลอตน้อย หากแตกออกมาคงเป็นแค่บรรทัดสองบรรทัด แต่หนังเต็มไปด้วยพลังจากการแสดงของ Julia Jentsch ที่แบกรับหนังไว้ทั้งเรื่อง และด้วยบรรยากาศของหนังที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ทะมึนทึก และความกล้าหาญที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวละคร ทำให้นี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง
ยังมีรอบฉายเต็มเอี๊ยดเช่นกัน (9.50), 12.00, 14.10, 16.20, 18.30, 20.45

3. University of Laughs (****)
เรื่องสุดท้ายแล้วครับ เรื่องนี้ออกมาได้สักพักแล้ว แต่ไม่มีลิขสิทธิ์ในไทย จึงออกมาในรูปแบบ Dvd และ Torrent Files (ใครอยากรู้ว่าจะหาชมได้ยังไง คุยกันหลังไมค์นะ)
เรื่องเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกที่สองอีกเช่นกัน แต่คราวนี้เซ็ทเรื่องในญี่ปุ่น ว่าด้วยสภาวะที่เคร่งเครียดของประชาชนในภาวะสงคราม ทำให้โรงมหรสพเป็นหนึ่งทางออกของผู้คนในสมัยนั้น
หนังเดินเรื่องไปด้วยสองตัวละครที่อยู่กันคนละขั้ว หนึ่งคือ นักเขียนบทละครตลก ที่ทำงานในโรงละครตลก ชื่อ มหาลัยแห่งเสียงหัวเราะ ส่วนอีกหนึ่ง คือหัวหน้ากองเซนเซอร์ ที่ทำหน้าที่เซนเซอร์ละครทุกเรื่องที่จะเล่นในช่วงสงคราม เพื่อไม่ให้เนื้อหาไม่เหมาะสมออกไปสู่สาธารณชน
เรื่องราวทั้งเรื่องเกิดขึ้นในห้องสี่เหลี่ยม ประกอบด้วย โต๊ะหนึ่งตัว และ คนสองคน ที่ถกกันเรื่องความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมของบทละคร
อ๊ะๆๆๆ อย่าพึ่งคิดว่านี่เป็นหนังเครียดๆ เพราะสถานการณ์ที่ผมพึ่งบอกมามันตลกมาก เพราะ...
เจ้าหน้าที่เซนเซอร์ดันรู้สึกเกิดถูกชะตา กับบทละครบทนี้ของพระเอกขึ้นมา จึงสั่งให้ไปแก้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามที่เขาชอบ และอยากให้เป็น แล้วบทละครก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ และตลกขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
ผมดูเรื่องนี้จบแล้วอิ่มเอิบใจมาก เพราะตัวเองก็พึ่งผ่านประสบการณ์ทำละครเวทีตลกมา ทำให้มองเห็นมุมมองหลายๆมุมในหนังที่สะท้อนออกมา ทั้งอย่างจงใจ และไม่จงใจ
ใครต้องการไฟแรงให้กับชีวิต เรื่องนี้แนะนำครับ!
(ขอบคุณพี่เต้สำหรับแผ่นหนังครับผม)

ใครได้ไปดูเรื่องไหนกันมาแล้ว ก็มาคุย และเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ