films



Armchair: The Beatles of Thailand

"โอ้เอย เจ้าอบเชย นะเจ้าเอย... ไม่เคยคิดหมองหม่น...
โอ้เอยนะเจ้าเอย เจ้าอบเชย เจ้าไม่เคยคิดพักใจ..."

"อบเชย" เป็นบทเพลงบทแรกที่ผม (และเชื่อว่าอีกหลายๆคน) ได้ยินจากศิลปินกลุ่มที่มีชื่อว่า อาร์มแชร์ โดยครั้งแรกที่ฟังนั้นก็เกิดความรู้สึกกรุ้มกริ่ม และล่องลอยไปกับเสียงเพลงสไตล์ บอซซาโนวา ของพวกเขา (ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่า บอซซาโนวา รู้แต่มันแนวๆ อะคูสติก สบายๆดีนะ) แล้วพอได้ชมมิวสิกวิดีโอ ก็ค้นพบว่า แม่เจ้า ไอ้คนที่มันเป่าฟลุตนี่มันหล่อ และเท่ชิบหายเลย (หมายถึงพี่อ้วนน่ะครับ)
ช่วงที่อาร์มแชร์ชุดแรกดังเปรี้ยงปร้าง (อย่างน้อยก็ในกลุ่มคนฟังกลุ่มหนึ่งตอนนั้น) ผมยังไมได้สนใจอะไรมากมายนัก เนื่องจากคิดว่าเป็นวงพ็อพ ธรรมดาๆ แต่พอชุดสองออกมา และได้ฟังเพลงเปิดตัว "รึเปล่า?" ก็ทำให้ผมสำนึกตนได้ว่า

"ไอ้วงนี้มันไม่ธรรมดานี่หว่า"

จึงรี่ปรี่ ไปซื้อ design มาฟังทันทีและพบว่า เพลงของพวกเขานี่ ช่างเป็น pop ที่เจ๋งไม่หยอกเลยทีเดียว เมื่อฟังทุกเพลงในชุดอย่างเต็มอิ่มแล้วจึงรีบไปคุ้ยหาชุดแรกมาฟังอย่างทันใด
หลังจากได้เสพ pastel mood ไปหลายรอบมากๆ สลับกับ design อีกหลายๆรอบเช่นกันในช่วงนั้น ทำให้พบว่า วงอาร์มแชร์ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางของการทำเพลงที่น่าสนใจไม่น้อย โดยกระผมขอแจงออกมาพอสังเขป (ด้วยสติอันเล็กน้อย) ดังนี้

1. จากจุดเริ่มต้นที่เป็น บอซซาโนวา พวกเขาได้ละทิ้ง เครื่องเป่าไปแล้วมาจับความโดดเด่นของคีย์บอร์ดมากขึ้น ละทิ้งอคูสติกกีตาร์ แล้วมาจับกีตาร์ไฟฟ้า
2. ความเป็น pop ที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ arrange จังหวะ การจัดเรียง verse และ chorus ที่เข้าหูมากขึ้น บวกกับจังหวะเพลงที่เร็วขึ้น ใช้กลองมากขึ้น
3. การเพิ่ม เสียงแบบ synatizer เข้าไป ทำให้ฟังดูแล้วทันสมัยมากขึ้น

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้แฟนเพลงหลายๆคน เริ่มสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วไม่ทำแนว บอซซาโนวา แล้วเหรอไง(วะ) ตัวผมเองก็สงสัย เพราะเคยไปอ่านเห็นมาว่า พี่ผึ้ง (หัวหน้าวง, กีตาร์) อุตส่าห์ไปรวบรวมสมาชิกเพื่อก่อตั้งวงแนวบอซซาขึ้นมาโดยเฉพาะ (เห็นว่ามีเพื่อนจากเยอรมัน ช่วยด้วยนะ)
แล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไปอีกไม่นาน (สองปีได้เนาะ?) อาร์มแชร์ ก็ได้ปล่อย ซิงเกิลของอัลบั้มชุดที่สามออกมา โดยมีชื่อว่า "เธอจะไปกับฉันหรือเปล่า" เมื่อได้ฟัง ผมก็แทบหงายหลัง
ความคิดแรกที่แวบเข้ามา
"นี่มันอาร์มแชร์เหรอวะเนี่ย"
ด้วยแนวเพลงที่ก้าวกระโดดไปอย่างชัดเจน จาก pop ใสๆ มาเป็น แนว pop rock โดยมีกลิ่นอายของกีตาร์แนว brit pop เข้ามา บวกด้วยจังหวะที่เร็วและสนุกขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด ทำให้หลายๆคนนึกสงสัย (ผมด้วยนะ)

ว่าอาร์มแชร์วงเดิมหายไปไหน

วงบอซซา ที่เราเคยคุ้นเคย จะหายไปตลอดกาลแล้วหรือไร

อาร์มแชร์ได้ให้เหตุผลว่าส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแนวเพลงเนื่องด้วยความต้องการการแสดงสดที่สนุกมากขึ้นด้วยเครื่องดนตรีสด (ก่อนหน้านี้ ถ้าใครติดตามก็จะทราบว่าพี่อ้วนเรานั้นมือพันกร มากๆ เนื่องจากต้องเล่นฟลุต เล่นคีบอร์ด เปิดลูป เขย่าไข่ และอื่นๆอีกมากมาย ไม่เข้าใจนะว่าทำได้ยังไง)
นอกจากนี้ตามเวบบอร์ดก็มีกระแสวิจารณ์อัลบั้มชุดนี้ออกมามากมายไม่ว่าจะเป็นว่า อาร์มแชร์ทำเพลงออกมาตลาดมากเกินไป ขาดความเป็นตัวของตัวเอง หรือกระทั่งไปด่าว่าทำเพลง pop แนว RS ไปแล้ว...
แต่สำหรับผมนั้น ผมชอบอัลบั้ม spring มากๆครับ

น่าจะเรียกได้ว่าชอบที่สุดในสามชุดแล้วมั๊ง

ผมรู้สึกว่าสิ่งที่อาร์มแชร์กำลังทำนั้น ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นวงดนตรีวงไหนกล้าทำสักเท่าไหร่ พวกเขาได้พัฒนาแนวเพลงของตัวเองออกไปเรื่อยๆ บนพื้นฐานของดนตรี pop
เสมือนกระแสที่ไหลเชี่ยวกรากของดนตรี การเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นเรื่องปรกติ และการที่วงดนตรีวงหนึ่งจะทดลองเปลี่ยนแปลงแนวของตัวเองด้วยนั้น ยิ่งเป็นเรื่องปรกติ (และยิ่งควรทำด้วยซ้ำ)
ไม่มีใครไม่รู้จัก The Beatles ใช่ไหมครับ

The Beatles เป็นวงดนตรีที่ดีที่สุดในโลก (คงไม่มีข้อกังขากันในข้อนั้นนะครับ) และพวกเขาได้ผลิตงานเพลงออกมามากมายหลายอัลบั้ม โดยที่ แนวเพลงของแต่ละอัลบั้มนั้น ก้าวกระโดดอย่างชัดเจน พวกเขาได้สร้างรากฐานของแนวเพลงไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น pop สมัยใหม่ rock, pop jazz, soul pop, classic หรือกระทั่งการริเริ่มใช้กีตาร์ พาวเวอร์คอร์ดที่เป็นรากฐานของ metal ในกาลเวลาต่อมา
ผมว่าสิ่งที่อาร์มแชร์กำลังทำอยู่นั้นคล้ายวง The Beatles ครับ
คือการเปลี่ยนแปลง ค้นหา และ เติบโดตใน แนวทางของตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดอยู่กับที่

มาลองจินตนาการกันง่ายๆ

ถ้าอาร์มแชร์ออกเพลงมาสามชุด แล้วเป็น บอซซาโนวา ทั้งหมด ผมว่าป่านนี้พวกเขาอาจจะดับไปกับกระแสแล้วก็ได้ เนื่องจากไม่ได้สร้างสรรค์อะไรที่สดใหม่ออกมามากพอ แต่ด้วยความกล้าหาญที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ๆให้กับแฟนเพลงของพวกเขานั้น ทำให้ อาร์มแชร์ มีอะไรน่าตื่นเต้นตลอดเวลา

แล้วสักวันหนึ่งที่อาร์มแชร์ได้มีพัฒนาการทางดนตรีไปเรื่อยๆจนถึงจุดหนึ่งแล้วกลับมาจับเพลง บอซซาโนวา อีกครั้ง ผมว่าพวกเขาจะทำมันออกมาได้ยอดเยี่ยมกว่าอัลบั้มแรกอีกมากมายยิ่งนัก (ซึ่งผมก็ตั้งตารอวันนั้นเลย)

แต่ละชุดที่ผ่านไปจาก pastel mood ไป design มาจนถึง spring ผมรู้สึกได้ถึงการพัฒนาของทุกๆตำแหน่งในวง โย่งมีเสียงร้องที่ดีขึ้นและสามารถเล่นกีตาร์ไปพร้อมๆกันได้เพื่อความแน่นมากขึ้น อ้วน(ที่เก่งชิบหายอยู่แล้ว)ก็มีส่วนกับเพลงมากขึ้น มีการร้องแถมไปอีก1เพลง กีตาร์ของพี่ผึ้งพลิกแพลงได้หลากหลายยากคาดเดา ส่วนเบสของพี่จ้อนั้น ก็แลดูมีบทบามในการควบคุมจังหวะเพลงมากขึ้น อีกทั้งยังสร้างเมโลดี้ซ้อนเข้าไปได้อย่างลงตัวรองจากเมโลดี้หลัก

สรุปเป็นว่าผมว่า ถ้าจะพูดถึงวง pop ที่ดีมากๆของเมืองไทย ชื่อของ อาร์มแชร์ของกรากฏขึ้นในลำดับต้นๆได้อย่างไม่ยาก และอีกไม่นานคงสามารถถีบตัวเองขึ้นเป็นวงหัวหอก ของเมืองไทยได้อย่างแน่นอน (ตอนนี้สำหรับผมคิดว่า Death of A Salesman เป็นอันดับ 1 อ่ะนะ แล้ววันหลังจะเขียนถึงด้วย)

อัลบั้มหน้าถ้าพี่อาร์มแชร์จะออกแนวฮาร์ดคอร์ ก็จัดมาเลยครับ!!


edit @ 2005/10/18 13:36:16
edit @ 2007/01/07 22:51:44

*** บทความนี้อาจเปิดเผยส่วนสำคัญของหนัง ***

ผมเป็นโรคประสาทอย่างหนึ่ง
ผมมักคืดว่าตัวเองเป็นคนที่มีความอาภัพในความรักระดับรุนแรง
และคิดว่าจะมีสักคนบนโลกนี้ไหม ที่จะเข้าใจคนอย่างผม

และถ้าคนนั้นมีจริงๆ และหากผมจะได้พบกับเธอ และได้รู้จักกับเธอเพียงแค่คืนเดียวแล้วไม่ได้เจอกันอีก
แลกกับการ ที่จะไม่ได้เจอเธอเลย แล้วปล่อยให้ความคิดผมล่องลอยไปเช่นนี้ หรือได้พบกับใครบางคน แต่ไม่ใช่ เธอคนนั้น
อย่างไหนจะทำให้ผมเป็นบ้าน้อยกว่ากัน?

..................
Before Sunrise เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวที่ง่ายที่สุด เรื่องย่อๆของมันคือ "หญิง และชายแปลกหน้าสองคนพบกันโดยบังเอิญ ใช้เวลาร่วมกันหนึ่งคืน แล้วก็ต้องจากกันไป"
เรื่องย่อ แบบนี้สามารถแตก ออกเป็นภาพยนตร์ความยาวสองชั่วโมงด้วยความเก่งกาจในการเล่าเรื่อง
แล้วมันอาจจะกลายเป็นสองชั่วโมงที่เปลี่ยนความคิดผมไปตลอดกาล...

เจซซี่ (ฮอว์ค) และ เซลี (เดลพี) สองคนหนุ่มสาวที่บังเอิญ พบกันบนรถไฟ ฝ่ายหนุ่มอเมริกันจำเป็นองลงจากขบวนก่อน... แล้วจึงชวนหญิงสาวมาอยู่เป็นเพื่อนกับเขา เป็นเวลาข้ามคืนเพื่อเป็น เพื่อนเยี่ยมชมเมือง...

แต่ที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ หนึ่งคืนนี้ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของพวกเขาไปตลอดกาล
วันเวลาที่ผ่านไปแต่ละเสี้ยววินาทีของชีวิต สามารถสร้างสรรค์ประสบการณ์ให้กับเราได้หลายรูปแบบ

ทั้งคู่รู้จักกัน และพบว่าต่างคนต่างเป็น สิ่งที่ค้นหาและเฝ้ารอ...

เวลาหนึ่งคืนจึงไม่มาก และไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ทั้งหมดของพวกเขาได้

ระหว่างบทสนทนาของทั้งคู่ที่ทั้งแยบคาย และดูเหมือนจะมองไปในทิศทางลบ ทั้งในเรื่องของความสัมพันธ์ ชีวิต และความตาย

มันมากระทบกับมุมมองเรื่องชีวิตของผม เช่นกัน

ผมชอบคิดอยู่เสมอๆ เหมือน เจซซี่ว่า "ความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความเห็นแก่ตัว เนื่องจากความรักทำให้คนเหงาสองคน มาเติมเต็มตัวเอง"

แต่จากการได้พบ เซลี อาจจะทำให้มุมมองนั้นเปลี่ยนไป บางทีถ้าใครคนนั้นพิเศษมากพอ ความรักที่เป็นการให้และการดูแลกันอย่างลึกซึ้ง อาจจะมีตัวตนก็ได้ (หรือ อย่างน้อยผมก็หวังให้เป็นเช่นนั้น ไม่เช่นนั้นการเฝ้ารอสิที่ผมเฝ้ารออยู่อาจจะไร้ค่า และทำให้เป็นบ้าไปได้)
.........
เมื่อรุ่งอรุณมาถึง ก็คือหมดสิ้นเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกัน และหมายถึงการลาจาก

"การที่เวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันมีจุดสิ้นสุด ทำให้เวลาที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน มีค่าขึ้นมา"
"เวลาเป็นสิ่งซับซ้อน"
"แต่ในคืนนี้ฉันเลือกที่จะอยู่กับคุณ"
.........
ผมว่าการได้ชมภาพยนตร์ เป็นระยะเวลาหนึ่งก็เสมือนกับการได้ใช้เวลาระยะหนึ่งไปกับ คนที่เราไม่รู้จัก มานั่งเล่าเรื่องๆหนึ่งให้เราฟัง
ณ เวลานั้น เราแบกประสบการณ์อะไรอยู่ และเรากำลังรับรู้อะไร
เมื่อเรื่องเล่าหนึ่งๆไป กระทบกับประสบการณ์ของเรามันก็จะ ทำให้เรื่องราวนั้น เข้ามาผูกพันกับเรา และกลายเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับเรา

ถ้าเรื่องราวนั้นๆ ไม่ได้เข้ามาใกล้เคียงกับประสบการณ์ใดๆของเราเลย มันก็จะผ่านเลยไปและอาจจะไม่ได้ มีผลกระทบกับเรามากเท่าใด

หากผมได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยที่ประสบการณ์ชีวิตของผมเป็นอีกแบบ มันก็จะส่งผลกับผมในอีกรูปแบบหนึ่ง อาจจะไม่ได้หลอมรวมกับส่วนหนึ่งของผม อย่างที่มันทำอยู่
.........
เก้าอี้ที่พวกเขานั่งกินอาหารด้วยกัน

ผืนหญ้าที่พวกเขานอนด้วยกัน

ที่นั่งตอกไม้ที่พวกเขานั่งคุยกัน

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความรู้สึกที่รุนแรงอัดแน่น ก็จางหายตามไป มนต์วิเศษ ที่เกิดจากคนสองคนที่รักกัน ก็จางหายไป

เราไม่มีทางทราบได้หรอกว่า space หนึ่งๆ ได้เก็บประสบการณ์อะไรเอาไว้บ้าง ในห้วงเวลาที่คล้อยผ่าน นอกเสียจากคุณจะได้เข้าไปสัมผัส
ก้อนหินหนึ่งก้อน อาจจะมีความหมายล้นเหลือสำหรับใครบ้างคนก็ได้

เวลาเป็นสิ่งที่ซับซ้อน
........
กลับมาที่คำถามข้างต้นว่า ทางเลือกแบบไหนที่จะทำให้ผมบ้าน้อยกว่ากัน
ผมคงตอบไม่ได้
ณ ช่วงเวลานั้น ความคิดผมอาจจะเปลี่ยนไป ด้วยประสบการณ์อื่นๆที่หลั่งไหลเข้ามาในชีวิต
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีจริงหรือไม่
แล้วถ้า เวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน มันไม่เหมาะเจาะ เธอ จะยังเป็นเธออยู่หรือเปล่า
นานไป? สั้นไป? มันเพียงพอไหม
ดั่งที่ตัวละครตัวหนึ่งของผู้กำกับขี้เหงา หว่อง กา ไว พูดเอาไว้ว่า ความรักเป็นเรื่องของจังหวะ ไม่มีประโยชน์หากเราได้พบคนที่ใช่ แต่ในเวลาที่ผิด

แต่ผมก็ยังหวังนะ ว่าถ้าเธอมีจริงล่ะก็ ขอให้เราได้เจอกันเถอะ
ผมเฝ้ารอประสบการณ์ที่มันจะมาหักล้างความคิดงี่เง่าๆของผม
หวังว่ากาลเวลามันจะเยียวยาได้
แม้ว่ามันจะเป็นเพียงคืนเดียวก็ตาม
........

ผมชอบนั่งคนเดียวนานๆ แล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ จนบางครั้งต้องให้เพื่อนเดินมาตบกระโหลกเรียกสติกลับมา มันคงนึกว่าผมเตรียมแผนยึดครองโลกอยู่
เปล่าครับ ผมไม่ได้กำลังวางแผนคิดครองโลก แต่ผมชอบคิดถึงแผนครองรัก(อ้วก)ของตัวเองครับ... ผมชอบที่จะจินตนาการว่าถ้าเวลาเราเจอคนที่ใช่แล้วเราจะทำอะไรกับเขาดี (หมายถึงเราจะทำอะไรด้วยกันดี) และจะดีแค่ไหนถ้าเราได้เจอคนๆนั้น แล้วกาลเวลาก็บัดดลใจให้โลกหยุดหมุน ไม่มีการพรากจาก ไม่มีอะไรในโลกมาทำร้ายเราสองคนได้
ความรักของเราจะยืนยงไร้กาลเวลา
เคยคิดเล่นๆแบบนี้บ้างไหมครับ? ผมเชื่อว่าต้องมีบ้างแหล่ะน่ะ...
เอาล่ะ แต่ถึงคุณจะไม่คิดก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยๆนายสมบัติเค้าก็คิดละกันน่ะ
.........................
นายสมบัติ เป็นมนุษย์ที่ เชย ทีสุดคนหนึ่งที่ผมรู้จักครับ
นายสมบัติชอบกินโบตั๋น (ชนิดแผ้นด้วยนะ)
นายสมบัติรักเพลงสุนทราพร พอๆกับละคอนวิทยุ
แต่ที่สำคัญ...
นายสมบัติหลงรักหมดนวดคนหนึ่ง
หมอนวดคนนั้นชื่อ นวล ครับ
และรักของเขาเป็นรักไร้กาลเวลา
..........................
นวลเป็นหมดนวด
นวลไม่ได้อยากเป็นหมดนวด
นวลเป็นหมดนวด เพราะต้องช่วยเหลือครอบครัว
นวลกำลังจะเริ่มมชอบเพลงสุนทราพร
เพราะเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอคนหนึ่ง
เขาชื่อนายสมบัติ
และทั้งสองรักกัน
เป็นรักไร้กาลเวลาเสียด้วย
..........................
นายสมบัติจมอยู่กับอดีตของตัวเอง ด้วยการขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว ในรถแท็กซี่คันเก่าๆ ทะเบียน ทน.๒๕๑๔ เพื่อที่จะฟังวิทยุคลื่นเอเอ็มที่เขารัก ฟังเสียงนุ่มๆจากคุณอาธำรงค์ที่รัก ฟังเพลง อมตะ ที่เขาชื่นชอบ และละคอนเสียง ที่เขาชอบเหลือเกินที่จะจินตนาการว่าเป็นตัวละครหนึ่งในนั้น
เขาใช้ชีวิตอยู่ในวงเวียนของตัวเอง และตั้งมั่นกับการทำความดีของตนเอง เชื่อว่ามันจะตอบแทนเขาสักวัน
เขามีความสุขดี แต่ เท่าที่ดูๆ ผมว่านายสมบัติเป็นคนที่เหงาที่สุดในโลกคนหนึ่งเลยนะเนี่ย
จนกระทั่งเขาได้เจอ และรู้จักกับนวล
ชีวิตของเขามีเพื่อน และมีความหมายอีกครั้ง
นายสมบัตินั่งหน้า มือถือพวงมาลัย
นวลนั่งข้างหลัง นั่งอมยิ้มไปกับเพลงที่นายสมบัติเปิด ที่เธอคิดว่ามันเพราะแต่ก็แสนจะเชย
วิทยุเกิดอาการขัดข้องขึ้น
เสมือนว่า ความรัก ได้อุบัติขึ้น
ไปพร้อมๆกับที่ ปัจจัยของกาลเวลาก็ได้แทรกซึมเข้ามาในโลกของนายสมบัติแล้วเช่นกัน
เขาอยากที่จะหยุดเวลาข้างนอกแท็กซี่คันเล็กๆของเขาเอาไว้เหลือเกิน เพื่อที่ภายในรถของเขา จะได้คงอยู่แต่เสียงเพลงสุนทราพร ละคอนเสียง คุณอาธรรมรงค์ และ เขากับนวล
แต่ความจริงไม่ง่ายดายเช่นนั้น
..........................
นายสมบัติอยากจะเป็นคนดีตลอดไป
แต่สิ่งรอบข้างดูเหมือนจะไม่ยอมให้เขาเป็นเช่นนั้น
เขาจึงต้องยอมที่จะทำในสิ่งที่เขาเกลียด
การกระทำที่ไปมะล้ายกับอดีตของเขาเหลือเกิน
นายสมบัติเขียนกลอนถึงคุณอาธรรมรงค์ บอกว่าขอโทษด้วยที่ตัวเขาเองไม่สามารถเป็นคนดีอีกต่อไปได้แล้ว เขาไม่มีแรงเหลืออีกต่อไป
ขอโทษนะนายสมบัติ แต่เราไม่เห็นด้วยกับนายแหล่ะ
เราซึ่งเป็นหนึ่งในสังคมที่กำลังลงโทษนายอย่างหนักหน่วง มองภาพของนายจากสายตาที่สาม แล้วก็คิดว่า สิ่งที่นายทำเป็นสิ่งที่ดี นายไม่ได้ทำอะไรเพื่อตัวนายเองเลย แต่นายทำเพื่อคนที่นายรัก นายเสียสละ เพื่ออะไรที่มากกว่า ตัวเอง
นายไม่เหมือนพวกเรา
..........................
เฉิ่มเปรียบเสมือนจดหมายรักสีชมพู (ของนายสมบัติ) ที่มีต่อเมืองบางกอกของพวกเรา
ผมไม่รู้หรอกนะว่านายสมบัติหลุดมาจากโลกไหน เป็นใคร
แต่คนอย่างเขาช่างโดนสังคมเราทำร้ายอย่างรุนแรงเหลือเกิน
หรือไยว่าความดีจะไม่คงเหลืออยู่ในเมืองของเราอีกแล้ว? น่ากลัวนะครับ
มุมมองชีวิตแบบโบราณ วัฒนธรรมเพลง ละคอน การฟังธรรมะ มันกำลังโดนฆ่าตายทีละน้อยๆ เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่กระแสเวลาไหลเร็วเกินกว่าเราจะมีเวลาหยุดและตระหนักคิด
คนพิการหลอกลวง การเล่นแชรฺปลิ้นปล้อน วัยรุ่นจี้แท็กซี่ คนแก่วิตถาร การค้ามนุษย์ แก๊งมาเฟียใจโหด การหายใจผ่านโทรศัพท์มือถือ ห้องคอนโดสไตล์มอเดิร์นที่จิดชิด ไร้ชีวิตชีวา
เหล่านี้คืออะไรกัน?
อ้อผมลืมไป เราไม่มีเวลามาหยุดคิดสินะ ได้แต่วิ่งตามมันไป
สวนกระแสมีแต่ตาย ถ้าวิ่งตามมันไปก็จะปลิวโดยไร้ที่ยึด...
..........................
ถึงวินาทีนี้ ผมสามารถยกย่องคงเดชให้เป็นผู้กำกับ new wave ของไทยที่มีความสำคัญเทียบรุ่นกับเป็นเอก นนทรีย์ หรือ อภิชาติพงศ์ ได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้วครับ
เฉิ่ม ได้แสดงให้เห็นทุกๆศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของผู้กำกับคนนี่อย่างไร้ข้อกังขา
ด้วยความเก่งกาจในการเขียนบทของคงเดชที่ผ่านงานมามาก ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทและกำกับ ภาพยนตร์โป๊แต่ไม่เปลือย อย่างสยิว และเขียนบทภาพยนตร์เรียกน้ำตาหลักสิบล้านอย่างเรื่อง เดอะเล็ตเตอร์ ทำให้การเล่าเรื่องใน เฉิ่ม เต็มไปชั้นเชิง จนทำให้ผมในฐานะของคนที่ชอบขีดๆเขียนๆอะไรเล่นๆ (และไม่ค่อยจะเก่ง) นั้นถึงกับอึ้ง และขอยกน้ำชาคารวะสองจอก
อะไรจะขนาดนั้น? การแสดงความรู้สึกของตัวละครที่อยู่คนเดียวเป็นเรื่องที่ยากมากครับ ต่อให้นักแสดงเล่นเก่งแค่ไหน ความไม่ชัดเจนก็ย่อมที่จะเกิดขึ้นได้ แต่คุณคงเดชกลับใช้วิธีที่ชาญฉลาดอย่าง การเขียนจดหมายถึงคุณอาธรรมรงค์ เป็นการบอกถึงความรู้สึกของตัวละครขณะนั้น พร้อมกับช่วยเหลือในการเล่าเรื่องคืบหน้าต่อไป
การใช้ละคอนวิทยุแทรกเข้ามาก็เช่นกัน นอกจากที่จะเล่าเรื่องว่าสมบัติ กำลังกินข้าวกับนวลอยู่แล้ว ด้วยธรรมชาติของละคอนวิทยุที่ต้องเล่าความคิดตัวละครออกมาทั้งหมดทำให้เราทราบถึงความในใจของตัวละครได้อย่างง่ายดาย และไม่ไร้ชั้นเชิง นอกจากนี้แล้วละคอนเหล่านี้ยังทำหน้าที่เชื่อม scene (ฉาก) ต่างๆเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน คือ เมื่อตัวละครออกไปกินข้าวกันตัดเป็นเล่าแบบละคอน จากนั้นก็เบรกด้วยเสียงของผู้โดยสาร ทำให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างราบรื่นมากๆ (เชื่อว่าผู้ชมร้อยทั้งร้อยต้องรู้สึกว่าไม่โดนจอเฟดดำเบรกเรื่องเลย รู้สึกได้ว่าเรื่องดำเนินไปแบบลื่นมากๆ)
ความดีความชอบนอกจากจะตกเป็นนของผู้กำกับหน้าใหม่คนนี้แล้ว ผมจะต้องขอยกย่องนักแสดงทั้งสองที่เล่นได้ดีเหลือเกิน และเชื่อว่านี่คงจะเป็นบทบาทที่ดีที่สุดในชีวิตของทั้งคู่อีกด้วย
ในส่วนของหม่ำนั้น สลัดคราบตลกออกมาเป็น คนขับแท็กซี่ที่มีอดีตและจมปลักอยู่กับโลกส่วนตัวได้อย่างหมดจด และรอยยิ้มแบบอายๆของเขานั้นได้ใจผมไปเต็มๆ
ที่คนที่ผมชอบในการแสดงมากๆๆๆๆๆ คือตัวนางเอก นวล ที่รับบทโดย นุ่น มากกว่า เธอทำให้ผมเชื่อสนิทใจไร้ข้อกังขาว่าเธอคือหมอนวด คือ... เธอคือหมอนวดจริงๆครับ จังหวะการพูด วิธีคิด ทุกๆอย่าง เธอแสดงออกมาได้อย่างหมดจดมากๆ (รางวัลนำหญิงปีนี้ ผมว่าไม่ต้องลุ้นเหนื่อย)
อีกหนึ่งจุดที่น่าชื่นชมไปไม่น้อยกว่าที่กล่าวมาก็คือการตัดต่อที่ทำได้อย่างลงตัวและไม่รู้สึกสะดุดขัดแม้แต่น้อย และยังทำหน้าที่เล่าเรื่องแบบคู่ขนานได้อย่างเก่งกาจ จังหวะตลกก็ทำออกมาได้อย่างดี จนบางฉากมันไม่ได้ขำอะไรมากมาย ผมก็หัวเราะออกมาได้อย่างเต็มๆ
..........................
ราวกับสวรรค์มีตา
อุปสรรคทั้งหลายที่นายสมบัติต้องผ่านมา ทำให้เข้าต้องแยกจากกับนวล
ทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่ได้พบกันอีกแล้วในเมืองใยแมงมุมแห่งนี้
แต่แล้วด้วยกาลเวลาที่ทั้งสองเคยพยายามหยุดไว้ด้วยกัน
ช่วงเวลาสั้นๆตรงนั้น
เพลงชั้นครูเพลงหนึ่ง
ทำให้ทั้งสองได้พบหน้ากันอีกครั้ง
นวลถือชุดแต่งงานที่บังเอิญทาบตัวเธอพอดี ราวกับรอที่จะสวมมัน มานานแสนนาน
สวมมัน
ไปกับนายสมบัติ ดีพร้อม
แล้วกาลเวลา ก็ไม่ใช่ปัจจัยในความรักของทั้งสอง เพราะ
รักแท้ไร้กาลเวลา
..........................
ภาพยนตร์เรื่องนี้คืออุดมคติของผมครับ
นายฟอร์เรสกัมป์ ทำให้ผมอยากเป็นคนดีครั้งหนึ่ง
ตอนนี้ นายสมบัติ ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นอีกแล้วครับ
ผมอยากที่จะเชื่อเหลือเกินว่า
หากคนเรายึดมั่นที่จะเป็นคนดีต่อๆไป
อุปสรรคจะถาโถมมาแค่ไหน
กาลเวลาจะฟันแทงเราให้ทุกข์ทรมานสักเท่าไร
เราก็จะได้พบกับสิ่งที่ ดีๆ สักครั้งในท้ายที่สุด
ผมอยากเชื่อเหลือเกินครับ...