มาทักทายกันอีกครั้งในส่วน chill-out
ผมคิดเอาไว้ว่า หัวข้อนี้คงจะตั้งขึ้นเพื่อเล่าสู่กันฟังว่าไปดูหนังเรื่องอะไรมาบ้าง แต่ไม่ได้มีประเด็นอะไรทื่จะมาต่อยอดหรือ โดนจิตโดนใจขนาดที่จะมาเขียนเป็นบทความ หรือ บทวิจารณ์ได้ ตรงนี้ก็จัดขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะ สนุกๆกันมากกว่า นะครับ
โอเค...
ตามหัวข้อเลย วันนี้ด้วยการที่อยากจะฉลองที่ได้ส่งโปรเจก และจะได้ปิดเทอมเสียที ก็เลยพาตัวเองไปดูหนัง (คนเดียว ฮือ...) ซะงั้น ทั้งที่อันที่จริงก็พาตัวเองไปดูหนังอยู่เป็นนิจอยู่แล้ว ก็ไม่ได้เป็นรางวัลพิเศษอะไรมากมาย
ตอนแรกตัดสินใจอยู่สองเรื่องระหว่าง City of Lost Children ของ เฌอเณ่ต์ ที่มาเข้าฉายในเทศกาล WorldFlmFestival of Bangkok แต่เนื่องด้วยรอบไม่ค่อยสะดวกคือเย็นมาก แล้วก็ต้องถ่อไปถึง เวืร์ลเทรด เอ๊ย.. เซ็นทรัลเวิร์ลด์ พลาซา เลย อ๊ะ มาดู เรเชล ไวส์ seduce พระเอกหน้ามนของเราดีกว่า (Paul Rudd - ฝากผลงานเล็กๆน้อยๆไว้ใน P.S. ที่เพิ่งมาฉายบ้านเรา กะ The Cider House Rules ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วล่ะว่าเขาเล่นเป็นใคร แต่นี่น่าจะเป็นการเล่นบทนำครั้งแรกๆของเขา ถ้าปิดก็ทักมาได้นะครับ)
เข้าไปในโรง โอ... คนยังดูเยอะแฮะ ทั้งๆที่ยืนโรงมาสอง เกือบจะสาม สัปดาห์แล้ว ก็น่าชื่นใจแทนโรงภาพยนตร์ Apex ครับ (คือ ผมค่อนข้างจะมีความผูกพันกับโรงภาพยนตร์ทั้งสามในเครือมาก ไว้ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังนะ ว่าทำไม)

เนื้อเรื่องคร่าวๆของ TSOT (ขออณุญาต ย่อนะครับ ชื่อยาว) ก็คือ ตัวนางเอก เอเวอลีน ผู้ที่หลงไหลและบูชา ศิลปะเหนือสิ่งอื่นใด พาลมาบังเอิญพบกับ อดัม หนุ่มขี้อายผู้ทำหน้าที่เป็น ผู้รักษาการณ์ในพิพิธภัณฑ์... และแล้วทั้งสองก็เริ่มคบหากัน โดยการคบหาครั้งนี้ทำให้อดัม เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของเขาไปอย่างมากมาย และเปลี่ยนแปลงกระทั่ง....
โอเค ใครยังไม่ได้ดู เลิกอ่านนะครับ แล้วไปดูก่อน เพราะที่จะพูดต่อไปนี้ เฉลยหนังทั้งเรื่อง เรียกว่าไม่ต้องไปดูมันเลยทีเดียว
....
ผมเตือนคุณแล้วนะ
....
โอเค๊ งั้นมาคุยกันต่อ
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ชื่อหนัง The Shape of Things: รูปร่างของ"สิ่ง"
ลองคิดดูเล่นๆว่า รูปร่างต่างๆของสรรพสิ่ง มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
มันพาลให้ผมนึกไปถึง ทฤษฏีของ ชาร์ลส์ ดาวิน ที่ว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงทางสายพันธ์ของสิ่งมีชีวิตเพื่อความอยู่รอดในสภาพต่างๆ ทำให้มันมีรูปร่างอย่างที่มันเป็น เช่นว่า ยีราฟก็ ต้องคอยาว เนื่องจากต้นไม้บริเวณที่มันเติบโตมีความหนาแน่นสูง ทำให้ต้องแข่งกันโตแย่งแสงแดด คอยีราฟก็เลยต้องแข่งตามไปด้วย... อืมมม...
แล้วมนุษย์ล่ะ อะไร ปั้นให้มนุษย์เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เป็น
แล้วอะไรทำให้เราเปลี่ยนรูปทรงของตัวเอง
ทั้งสองตัวละครทิ้งมุมมองให้เราคิดเอาไว้กับคำถามนี้อย่างคมคาย
เอเวอลีน เชื่อว่า สมมติฐานของเธอ ถูกต้อง การปั้น Subjective ให้เป็นรูปเป็นร่าง เสมือนการกระตุ้นมนุษย์ด้วย อารมณ์ ความปรารถนา และ สิ่งเร้าที่เป็นสิ่งภายนอก หรือทัศนคติภายนอก ไม่ว่าจะเป็นว่า คนผอมดูดีกว่าคนอ้วน คนไม่ใส่แว่นหล่อกว่าคนใส่แว่น การแต่งตัว เสื้อผ้า (หรือกระทั่งการคาดแว่นกันแดด!!)
ในขณะที่อดัม เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคำๆเดียว... "ความรัก"
ฤ ความรักจะเป็นแค่เพียง กิเลสลุ่มหลง จูงจมูกให้มนุษย์ยอมเปลี่ยนแปลงรูปทรงของตัวเองไปตามทิศทางของมัน?
น่าคิดนะครับ....
อีกประเด็นก็คือ
ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วหลอนโคดดดดๆๆๆๆ ครับ
ลองคิดดู ว่าเราคบใครคนหนึ่งแบบหมดหัวใจ แล้วก็เชื่อเช่นกันในทางกลับกัน
มันจะปวดร้าวแค่ไหน...
คำพูดที่กระซิบคืออะไร ไม่มีใครรู้ เรารู้แต่ว่า มันทำให้ อดัมสะอื้นออกมาแบบ กลืนไม่เข้า คายไม่ออก... โอ...
มนุษย์ช่างโหดร้ายจังนะ
อืมมม ใครคิดอะไรยังไง ก็มาคุยกันน่อ