chill-out

2007/Apr/06

ก่อนอ่านการ up blog ครั้งนี้โปรดทราบ!
เนื่องจากเราจะทำการให้ข้อมูลคุณในการ up blog ครั้งนี้อย่างมากมาย ดังนั้นผมจึงเกรงว่า อาจจะก่อให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย จึงข้อแบ่งเนื้อหาในการ up ครั้งนี้ออกเป็นหัวข้อต่างๆ เพื่อที่จะได้ติดตามเนื้อหาเฉพาะที่คุณสนใจ (แต่ถ้าจะอ่านทั้งหมด เราก็ไม่ว่ากันนะ!)
โดยเนื้อหาในการ up ครั้งนี้แบ่งออกเป็นดังนี้
1.ความคืบหน้าของละครถาปัดปีล่าสุดในเรื่อง บุญชู ตอน สระอู ย๊าน ยาน...
2.1 วันกับงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
3.ชีวิตการฝึกงาน และเรื่องราวยิบๆย่อยๆ ในชีวิตของผม
เชิญเลือกอ่านได้ตามอัธยาศัยครับ!
ปล. ที่มันมาเยอะอย่างนี้ เพราะสาเหตุเดิมๆนั่นแหล่ะ... ไม่มีเวลาอัพบล็อก!!

1.บุญชู ตอน สระอู ย๊าน ยาน...
เกริ่นกันก่อนสักนิด สำหรับผู้ที่อาจจะไม่รู้จัก ที่มาที่ไปของละครถาปัด จุฬาฯ
เนื่องด้วยคณะถาปัด จุฬาฯได้มีการผลิตละครเวทีออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เรื่อง คอยรถเมล์ ซึ่งเป็นการเล่นละครใบ้หน้าป้ายรถเมล์ โดยสร้างความครึกครื้นเฮฮา ให้กับผู้ที่เดินผ่านไปมา (ที่เป็นละครใบ้ เพราะเรายังโปรเจ๊กเสียง-การใช้เสียงให้ออกจากท้อง เพื่อให้ได้ยินระยะไกลๆ-ไม่เป็น) และนับจากนั้นมา คณะถาปัดจุฬาฯ ก็ผลิตละครเวทีเรื่อยมา โดยผ่านรูปแบบต่างๆ สถานที่แสดง ฯลฯ จนมาเป็นรูปแบบปัจจุบัน ที่มักจะแสดงที่ หอประชุมใหญ่ จุฬาฯ และเล่นกันเป็นปริมาณ 10 รอบด้วยกัน
โดยในทุกๆปี เรื่องที่นำมาเล่นก็จะผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วแต่การตกลงกันในชั้นปี โดยธรรมเนียมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็คือจะให้นิสิตปีสาม เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำละคร โดยมีรุ่นพี่ และรุ่นน้องคอยสนับสนุน (โดยปีที่ผมทำ ปีที่แล้ว เราเลือกทำเรื่อง Moulin Rouge ส่วนปีนี้ ก็คือ บุญชู นั่นเอง ใครสนใจอยากดูรายชื่อทั้งหมด คลิ๊กเข้าไปที่นี่
http://th.wikipedia.org/wiki/แล้วพิมพ์เซิชว่า "เดชไอ้ด้วน" ได้ครับ)


โปสเตอร์ละคอนปีนี้

ในความเห็นส่วนตัวนั้น ผมคิดว่า การเลือกเรื่อง บุญชู มาเล่นนั้น เป็นทางเลือกที่ดีและฉลาด เนื่องจากจุดเด่นของละครถาปัดก็คือ การนำเรื่องที่คนคุ้นเคยและมีพื้นเพความเข้าใจอยู่แล้ว มาคิดต่อ บิดมุมมอง หรือสานภาคต่อให้น่าสนใจ และกาเรลือกบุญชูมาทำในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่ามีความน่าสนใจมาก
ในส่วนความคืบหน้า ตอนนี้ทางคณะฯได้เปิดขายตั๋วแล้ว ถ้าใครสนใจก็รีบเข้าไปซื้อบัตรกันได้ที่ประตูกลาง คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ที่
http://www.boonchuarch.com/ ติดต่อสอบถามได้ที่ สมศรี 081-582-8413
สำหรับตัวผมนั้น ก็ทำหน้าที่ในฐานะรุ่นพี่ที่ผ่านประสบการณ์มาบ้าง ด้วยการกลับไปช่วยเขียนบทครับผม!

2. งานสัปดาห์หนังสือ ประจำปิดเทอมใหญ่ ปี 2550
บรรจบครบเวียนมาอีกครั้ง สำหรับงานสัปดาห์หนังสือ ที่ผมก็เป็นลูกค้าประจำคนหนึ่ง มักจะไปอุดหนุนหลายๆร้านเป็นประจำ โดยปีนี้คนก็ยังแน่นขนัด และแบงก์ในกระเป๋าก็มีที่ให้วิ่งเล่นมากมาย ตามเคย อิอิ
เอาล่ะ อย่าพูดพร่ำทำเพลงมาก มาดูหนังสือที่ผมไปถอยมาจากงานนี้กันเลยดีกว่า

1. ฝนตกขึ้นฟ้า (นวนิยาย ฟิล์ม นัวร์ โดย วินทร์ เลียววาริณ)



ไม่พลาดอยู่แล้วกับงานเขียนใหม่ๆของพี่วินทร์ (ขอเรียกพี่ เพราะว่าเป็นพี่คณะ) โดยทุกๆงานสัปดาห์หนังสือ ก็จะมีผลงานใหม่ๆของพี่วินทร์ มาให้อ่านกันตลอด โดยปีนี้ออกมาสองเล่ม คือเล่มนี้ และควายบิน (ซึ่งยังไม่ได้ซื้อเพราะผมแวะเป็นบูธสุดท้าย แล้วบ่จี๊แล้ว... เดี๋ยวคงไปตามเก็บตามร้านหนังสืออีกที)
หนังสือเล่มนี้น่าสนใจตรงนี้ เอาขนบของฟิล์มนัวร์ (หนังดำ หรือ หนังมืด แปลตรงๆจากภาษาฝรั่งเศส) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของภาพยนตร์ที่มีรูปแบบและองค์ประกอบชัดเจน (หญิงร้าย ชายชั่ว มั่วชิ... เอ๊ย ไม่ใช่) ทำให้นิยายเล่มนี้น่าอื่นสุดๆไปเลย (ผมค่อนข้างชอบหนังตระกูลนี้อยู่แล้วด้วยเป็นการส่วนตัว)

2. เขียนบทหนัง ซัดคนดูให้อยู่หมัด (แหกกฎ.. เขียนบททางเลือก) เล่ม 2


(ปกนี้ไม่ใช่นะครับ แต่พอดีผมหารูปปกเล่มสองอันใหม่ ไม่ได้)

เป็นงานที่รวบรวมมาจากคอลัมน์ยอดฮิต Art of Screenwriting ในนิตยสาร Bioscope ที่ผมติดตามอ่านอยู่เป็นประจำ และพอเล่มสองออกมา ผมก็ซื้อมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดลังเลให้มากนัก โดยหนังสือเล่มนี้ เหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความรัก ความสนใจในศาสตร์ของการเขียนบท แต่อย่าคาดหวังว่ามันจะเป็นตำราน่าเบื่อๆ โดยสอนคุณให้เขียนบทเป็น step แต่หนังสือเล่มนี้ จะสอนให้คุณเรียนรู้เทคนิคการเขียนบท จากตัวอย่างหนังที่เราสามารถหาดูได้ทั่วไป

3. คนในหนัง (โดย ธิดา ผลิตผลการพิมพ์)

(หารูปไม่ได้จริงๆ ขออภัยครับ ไว้จะถ่ายมาให้อีกทีนะ)
ซื้อเล่มนี้ด้วยเหตุผลง่ายๆ ผมชอบงานเขียนของพี่ธิดา และติดตามมาโดยตลอด จึงไม่ต้องคิดนานโดยเนื้อหาข้างในก็เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่พี่ธิดาชื่นชอบ พร้อมกับคอมเม้นส่วนตัวที่มีต่อหนังนั้นๆ

4. สู่โลกหลังสมัยใหม่ (Introducing Postmodernism โดย Ziauddin Sardar และ Patrick Curry แปลโดย นพพร ประชากุล)



ฟังดูจากชื่อหนังสือ อาจจะคิดได้ว่าเป็นหนังสือวิชาการเนื้อหาหนักๆ แต่แท้จริงแล้ว หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องที่มาที่ไป และนิยามของ postmodern ได้อย่างน่าสนใจ โดยใช้วิธีการ collage ภาพ พร้อมกับมีตัวหนังสือประกอบ ทำให้น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทอม หลังสมัยใหม่ หรือ postmodernism นั้น ผมจะอธิบายสั้นๆว่า หลังสมัยใหม่ เป็นเทอมที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง (ประมาณช่วงหลังปี 1970 เป็นต้นไป) ซึ่งเป็นการสร้างแนวคิดที่มาหักล้างแนวคิดสมัย สมัยใหม่ หรือ modern (ที่ว่าด้วยสัจจะความเท่าเทียมกันของมนุษย์) ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ส่งผลกระทบทั้งในระดับ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง (แต่ในสาขาที่ผมเรียน เราจะสนใจ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ในเชิงงานออกแบบ)

5. ในโรงเรียนออกแบบไมได้สอน (โดย อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล)



เป็นหนังสือที่มาจับเข่าคุยกับ ประสบการณ์การทำงานออกแบบให้เป็นวิชาชีพจริงๆ กับ 7 สำนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ธอมัส ไอเดีย / สกายไลน์ สตูดิโอ / ฮิวแมนทัช / แปลนโมทิป / สถาปนิกกรุงเทพ / ต้นศิลป์สถาปัตย์ และ คัลเล่อร์ ปาร์ตี้
โดยผมซื้อหนังสือเล่มนี้ ก็เพราะอีกปีเดียวก็ต้องกระโจนทะยาน เข้าสู่ยุทธจักรในวงการออกแบบอย่างเต็มรูปแบบ การที่อ่าน และเรียนรู้วิถีแห่งวงการนี้ในประเทศไทยก่อน ก็ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และสำคัญไม่น้อย

6.โลกของเรา: World & Earth (โดย ทรงวิทย์ สี่กิติกุล)



ผมชอบอุดหนุนการ์ตูนไทย ภาพสวยๆอยู่แล้ว เล่มนี้ออกมาเลยไม่พลาด ซื้อซะเลย ทั้งๆที่ก็ไม่ได้รู้จักกับผู้เขียน(วาด) แต่อย่างใด แต่เมื่อกี๊พลิกๆดูเห็นว่าทำงานให้กับบริษัท บ้านอิทฤทธิ์ แสดงว่าต้องเจ๋งแน่ๆ

7. Dutch Graphic Design (a century of innovation: by Aston W.Purvis / Cees W. De Jong)



มาถึงเล่มนี้ เป็นหนังสือออกแบบจากต่างประเทศครับ ว่าด้วยประวัติศาสตร์งานออกแบบกราฟฟิกของประเทศเนเธอร์แลนด์ ตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม จนมาถึงยุคปัจจุบันกันเลย
ส่วนตัวผมแล้ว ผมชอบงานกราฟฟิกดิบๆ เลย์เอาท์สนุกๆ ผสมกับคอนเซปท์ที่รุนแรงและจัดจ้าน ของทางยุโรปมากกว่า ทางฝั่งอเมริกา หรือญี่ปุ่น ทำให้ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มาไว้ครอบครอง ซึ่งอันที่จริงก่อนหน้านี้ประมาณ สองเดืน ผมก็ได้ซื้อหนังสือที่ชื่อ History of Graphic Design มาไว้ในครอบครองอยู่แล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่า การจะสร้างงานออกแบบใดๆ เราต้องรู้จักสิ่งที่เป็นมาให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้น งานที่เราทำออกมาก็จะล่องลอย และไหลไปตามกระแสปัจจุบันเท่านั้น

8. The Anatomy of Design (by Steven Heller / Mirko Illic)



เจ๋งสุดๆกับเล่มนี้ ผมนั่งขุดอยู่ที่บูธ เพจ วัน นานมากกว่าจะเห็นเล่มนี้ (แนะนำนะครับ ใครสนใจหาหนังสือออกแบบ ให้แวะบูธนี้เลย มีเยอะมาก และราคาก็หลากหลาย ตั้งแต่ 250 ไปจนถึงหลายพัน) เป็นหนังสือที่ถอดรหัส 49 งานออกแบบกราฟฟิกที่โด่งดังในโลก ว่ามีกระบวนการคิด ความเป็นมา และใช้เทคนิคอะไรบ้างให้ได้งานออกมาที่น่าทึ่ง

แถมอีกเล่มครับ แต่ไม่ได้ซื้อมาจากงานนี้ แต่ไปซื้อจากร้านขายของที่ TCDC ชื่อหนังสือ กรรมาชนจีน เมื่อเหล่าสหายกลายเป็นนักช้อป ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับ mini exhibition ที่ทาง TCDC จัดไปก่อนหน้านี้



โดยหนังสือว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงทางด้าน การเมืองของประเทศจีน ที่ทำการเปิดประเทศมากขึ้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนิสัยการบริโภคครั้งใหญ่ ทำให้แผ่นดินจีนกลายเป็นประเทศที่ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าต้องหันมาให้ความสนใจกับ demand ที่เปิดกว้างขึ้น
ตัวหนังสือจัดทำรูปเล่มออกมาได้สวยงามน่าเก็บโดยให้ความรู้สึกเหมือนหนังสือจากประเทศจีนสมัยเก่าๆหน่อย โดยมีการเล่นกับกราฟฟิกแบบจีนๆ และ typography ที่น่าสนใจ แม้ราคาจะแพงไปหน่อยที่ 950 บาท แต่ผมว่าก็น่าสะสมเอาไว้เลยล่ะ (ผมสะสมหนังสือจาก TCDC เกือบทุกเล่ม เพราะเค้าทำสวย น่าเก็บ และที่สำคัญ มีความรู้ทุกเล่ม)

เท่านี้แหล่ะครับ 9 เล่ม โดยรวมราคาทั้งหมดนี้ ก็เล่นผมหมดไปหลายพันอยู่ทีเดียว ก็หวังว่าหนังสือเหล่านี้ผมจะสามารถเก็บกวาดการซึมซาบ ได้หมดโดยไม่กลายสภาพเป็นหนังสือดองเค็ม (เหมือนหลายๆเล่มของปีก่อนหน้า)

3. ชีวิตช่วงนี้...

ชีวิตช่วงนี้ของผมอุดมไปด้วยความเหนื่อยครับ เนื่องจากทั้งต้องฝึกงาน และก็ยังรับจ๊อบไปพร้อมๆกัน
ที่ภาควิชาของผมนั้นบังคับให้มีการฝึกงานอย่างน้อย 168 ชั่วโมง หรือประมาณ 1 เดือนถ้าเราทำงานกันวันละ 8 ชม.นั่นเอง
ทเท้าความกันก่อนว่า แม้ผมจะเรียนคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ นั้น แต่ภาควิชาที่ผมเรียนต่างไปจากภาควิชาอื่นๆที่เหลือ เนื่องจากคนอื่นๆนั้นเวลาเรียนจบมาจะกลายเป็นสถาปนิกกัน ไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก สถาปนิกภายใน สถาปนิกออกแบบภูมิศาสตร์ ฯลฯ แต่ภาควิชาผมนั้นชื่อภาควิชา "ออกแบบอุตสาหกรรม" ซึ่งเมื่อจบออกมาแล้ว อาชีพของพวกผมก็คือเป็น "นักออกแบบ" นั่นเอง

โดยชื่อของภาควิชา ออกแบบอุตสาหกรรม นั้น ก็รวมความหมายถึง งานออกแบบใดๆที่สามารถผลิตเพื่อคนหมู่มาก ในระบบอุตสาหกรรมได้ โดยก็งานออกแบบนั้นก็โดนแบ่งออกเป็น 5 สาขาใหญ่ๆ อันได้แก่ เลขนิเทศ (Graphics) เครื่องปั้นดินเผา (Ceramics) ออกแบบภายใน (Interior) ผลิตภัณฑ์ (Product) และสิ่งทอ (Textiles)
โดยเราจะเรียนกันสาขาละสามวิชา (คือมีสามเลเวลนั้นเอง รวมเป็น 15 ตัว) แล้วเลือกทำวิทยานิพนธ์หนึ่งสาขาที่ถนัด โดยการฝึกงานก็ต้องเลือกให้ตรงกับสาขาที่ตนสนใจ (แหน่ะ เข้าเรื่องฝึกงานจนได้ อิอิ)

ส่วนสาขาที่ผมเลือกทำวิทยานิพนธ์นั้นก็คือ งานออกแบบเลขนิเทศ (Graphic Design) โดยผมให้ความสนใจกับสาขา ภาพเคลื่อนไหว (Motion Graphics) เป็นหลัก เพราะคิดว่าน่าจะมีตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคตอย่างมาก เพราะเดี๋ยวนี้อะไรๆก็เร็ว และ billboard ก็หันมาใช้จอ led, lcd กันมากขึ้นอย่างล้นหลาม
โดยผมเลืกอฝึกงานกับออฟฟิศแห่งหนึ่งแถวโชคชัย4 ที่มีนามว่า D Refinery ของพี่โก้ (โดยผมฝึกกะเพื่อนอีกคน ชื่อ เอิน) โดยคำแนะนำของอาจารย์ม่อน โดย D Refinery นี้เป็น design firm เล็กๆ มีพนักงานรวมพี่โก้ด้วย ก็เพียงสามคนเท่านั้น โดยสภาพแวดล้อมของออฟฟิศก็น่าอยู่มั่กๆ ด้านหน้ายื่นเป็นสะพานออกมาโดยเป็นบ่อเลี้ยงปลาอยู่ข้างล่าง ก่อนจะเข้าถึงบริเวณรับแขก แล้วค่อยเข้าไปในตัวออฟฟิศ

รวมถึงเวลานี้ เวลาฝึกงานก็บรรจบครบ 1 เดือนพอดี ซึ่งก็ครบระยะเวลาที่กำหนดแล้วล่ะ แต่ผมก็ยังอยากฝึกต่อ เนื่องจากพี่ๆที่นี่น่ารักมากๆ และพี่โก้ก็เป็นทั้งเจ้านาย และครูที่ดี ที่สอนความรู้ให้ผมมากมาย (ขอบพระคุณเอาไว้ ณ ที่นี้)
1เดือนที่ผ่านมา ผมก็ได้ทดลองทำงานไปพอสมควร โดยเป็นงาน motion graphics ทั้งหมด โดยงานที่ได้ทำมาก็มี งานประกอบ Hot Summer Party ของสิงห์ / งานโปโมทสินค้าใหม่ของ Estee Lauder / งาน motor show โดยออกแบบให้กับบูธ Nissan โดยทั้งหมดทั้งปวง ทำให้ผมได้ประสบการณ์ และได้หักโหมใช้ After Effects อย่างหนักทีเดียว

ส่วนงานที่รับจ๊อบช่วงนี้เป็นงานออกแบบโลโก้ให้กับ บริษัท aqualink ที่จะทำอุปกรณ์เล่นกีฬา wakeboard ขายในประเทศครับ ก็ลองดูๆงานกันได้ฮะ

โลโก้ครับ




เสื้อชูชีพครับ


2007/Jan/07

7 มกราคม 2550 เวลา 1:32 นาที

เรียน ท่านผู้มีจิตศรัทธาผู้ส่ง tag มาให้

กระผม นาย ศรัณย์ ภิญญรัตน์ (21, โสด) มีความปลิ้นปิติยินดี และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง ที่มีผู้ส่ง blog tag มาให้ผมถึงสองคนพร้อมกันในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน 1 วัน ทำให้ผมรู้สึกว่า ยังมีคนคอยเข้ามาอ่าน blog ของผมอย่างเป็นระยะ แม้ว่าผมจะเป็น blogger ที่แย่ ไม่ค่อยไอ้อัพ blog อย่างต่อเนื่องก็ตาม
สำหรับผู้ที่โดนผมส่งต่อ tag ไปให้ แล้วเข้ามาอ่านหน้านี้ แล้วยังงงๆ ว่าการ tag ใน blog คืออะไร มันไม่ยากครับ ผมขออณุญาตก๊อปปี้คำอธิบายจาก คุณ 1812 มาดังนี้ "Blog tag คือ การบอกสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง 5 อย่าง ที่คนอื่นไม่ค่อยรู้ แล้ว tag ต่อให้คนอื่นทำไปเรื่อยๆ "
เอาล่ะ ผู้ที่ได้รับ tag จากผมคงเข้าใจตรงกันแล้วนะครับ ก็มาเริ่มกันเลย

1. บ่อยครั้งเวลาผมอยู่คนเดียว แล้วเจอหน้าคนรู้จักตามสถานที่ต่างๆ ถ้าผมเห็นเขาก่อนโดยที่เขา (เธอ) คนนั้นยังไม่ทันสังเกตเห็นผม ผมจะทำการ... เดินหนีไปอีกทางครับ 555 โดยเฉพาะถ้าคนๆนั้น เป็นเพื่อนเก่าที่ไมได้เจอมานาน หรือไม่สนิทกัน ผมยิ่งหนีใหญ่เลยครับ ไม่ทุกครั้งที่ทำอย่างนี้ แต่ก็บ่อยครั้ง... อย่าครับ อย่าพึ่งเข้าใจผิด ผมไม่ได้รังเกียจการเจอหน้าคนรู้จักแต่อย่างใด แต่ในบางครั้ง ผมอึดอัดกับสถานการณ์ทักทายจำพวก "เออ ว่าไง ไปไหน มากับใคร บลาๆๆๆๆ" มากๆ มันดูเลื่อนลอยยังไงก็ไม่รู้ แล้วถ้ายิ่งเป็นเพื่อนเก่า หรือคนทีไม่สนิทด้วย ผมก็จะกลัวว่า ผมจำชื่อพวกเขาไม่ได้ครับ ส่วนใหญ่จะจำหน้าได้แต่จำชื่อไม่ได้ แล้วจะเหวอทุกครั้งถ้าเกิดบทสนทนาแล้วเค้าจำชื่อผมได้ ผมจะรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆๆๆๆ.... ดังนั้นแล้ว ใครก็ตามที่เห็นผมแล้ว ผมแว้บหายตัวไป ผมไมได้รังเกียจคุณนะครับ... มันแค่เป็นโรคจิตอย่างหนึ่งของผม ก็เท่านั้นเอง

2. ผมขี่จักรยานไม่เป็น... ใช่ครับ.... โอเค มันเป็นเรื่องน่าอาย แต่ผมก็ยอมรับตรงๆ ทั้งนี้เป็นเพราะ ผมเป็นเด็กกรุงเทพโดยกำเนิด อาศัยอยู่ในพื้นที่แคบๆมาโดยตลอด ทำให้ไม่มีพื้นที่ในการลองฝึกหัดขี่จักยานจริงๆจังๆเสียที มารู้ตัวอีกทีก็โตมากแล้ว และก็ยิ่งอายไปใหญ่ที่จะหัด... เฮ้อ อายตัวเองจัง

3. ผมเป็นคนขี้งอนครับ... คือ อันนี้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเลยนะ จนกระทั่งมีแฟนเป็นตัวเป็นตน จึงรู้ว่า เฮ้ย กูขี้งอนว่ะ 555 นิดนึงก็งอนนะ บางทีไม่แสดงออก หน้าตาเรียบเฉย แต่ในใจนี่ วู้ว ไปไหนต่อไหนแล้วแต่งอนบ่อยๆ แล้วก็หายเร็วนะ...นี่เป็นอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ตัวผมมีด้านที่เป็นหญิง (feminine side) อยู่สูงมาก (แต่ไม่มากขนาดนั้น... หรอกนะ) คือมีความคิด และนิสัย อะไรหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงผู้หญิงเลยนะ ถามเพื่อนผู้หญิง หรือใครก็ตามที่เคยไป ชอปปิ้งกับผมได้ ผมชอบเลือกเสื้อผ้ามากๆ แล้วก็ชอบให้คนไปด้วย ได้ลองใส่มัน แล้วก็ช่วยเลือกเนี่ย สนุกสุดๆ...

4. ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเป็ดในตอนนี้ครับ คือ ทำได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถด้านการออกแบบ เล่นดนตรี (กีตาร์) พอเป็น วาดรูปพอได้ เขียนหนังสือพออ่านกล้อมแกล้ม กำกับหนัง ถ่ายรูป เขียนบท การวิเคราะห์วิจารณ์ ฯลฯ แต่ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้เก่งไปกับอย่างใดอย่างหนึ่งมากๆ หรือ ไม่เคยที่จะทุ่มเทให้กับสิ่งหนึ่งๆเต็มความสามารถสุดกำลังเสียที ทั้งในแง่ของระยะเวลา และความสนใจ มันเหมือนจะล่องลอยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เวลาผมสนใจอะไรผมจะอินกับมันมากๆ พอถึงจุดหนึ่งมันก็จะผ่านผมไป และนั่นทำให้หลายๆครั้งผมรู้สึกแย่กับตัวเองทีเดียว และอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ต่อไป... อ๋อ ส่วนตอนนี้ ผมกำลังอินกับ ศาสตร์ของ motion graphics และ music video ครับ ทั้งสองนี้จะกลายเป็น thesis ของผมในปีหน้า

5. ผมเคยแต่งตัว และแต่งหน้าเป็นผู้หญิง แล้วถ่ายรูปลงหนังสือครับ!!! 555 หลายๆคนคงเริ่มสงสัยแล้วล่ะสิ ว่าเอ๊ะ ตกลงไอ้นี่มันยังไงเนี่ย ผสมกับข้อ 3. ด้วย ยิ่งน่าสงสัยไปใหญ่ แต่ผมยืนยันว่าเป็นชายแท้แน่นอน แค่มีนิสัยเหมือนผู้หญิงบ้าง เท่านั้นเอง... กลับมาที่เรื่องถ่ายนรูป คือมันเป็นการถ่ายลงหนังสือ "เรือนไทย" ที่จะออกมาคู่กับ "ละคอนถาปัด" ทุกๆปีครับ โดยในปีนั้น มันวางขายเคียงคู่กับละคอนเรื่อง "เดชไอ้ด้วน" คอนเซปต์ของคลัมน์คือ motor show ซึ่งเพื่อนมันมาขอให้ผม (และ ชายหนุ่ม) อีก 4-5 คนแต่งเป็นหญิง แล้วไปถ่ายรูปคู่กับรถหน้าคณะ และ รถป๊อปที่มาจอดหน้าคณะ (ซึ่งแน่นอน คนในรถเหวอสัดๆ)... ชื่อของเรือนไทยเล่มนั้นคือ "เรือนไทย ไม่ไร้คู่"... ใครมีในครอบครอง คุณสามารถเปิดหามันได้ แต่ผมไม่บอกหรอกนะ ว่าผมคือคนไหนในนั้น ส่วนคนที่ไม่มีน่ะเหรอ... หมด สิทธิ์....

อ้า... หมดแล้วครับ กับ 5 ข้อใน tag ทีนี้ ผู้โชคดีที่จะโดนผม tag ต่อๆไปก็คือ....
1. คุณ greysheep ครับ ยินดีด้วย greysheep เป็นเพื่อนผมที่ภาค id เอง มันก็ไม่ค่อยได้อัพบลอก แต่คราวนี้ คงต้องโดนแล้วล่ะนะ นาย... http://greysheep.exteen.com/
2. สำหรับคนที่สอง เรายกให้กับ mervillesxx ผู้โด่งดังด้านการวิจารณ์หนังและเพลง ด้วยสำนวนที่สะดีดสะดิ้งเผ็ดร้อน และแสบคัน... แต่นายดังว่ะ เราว่าคงมีคน tag ก่อนหน้าแล้วแน่เลย หุหุ merveillesxx.bloggang.com/
3. http://khunfam.spaces.live.comแฟมครับ แฟมเป็นผู้หญิงครับ แฟมเป็นหญิงเก่งครับ แฟมเคยเป็นทั้งประธานละคอนถาปัดปีที่ผมทำ (moulin rouge) และ ประธานเรือนไทย (เล่มที่ผม ถ่ายหญิงนั่นล่ะครับ) และแฟมมี...เยอะครับ (555 เติมคำในช่องว่างตามสะดวก)
4.
http://gu-yod.spaces.live.comยอด... เพื่อนสนิทผมตั้งแต่สมัยเตรียมอุดมครับ เป็นตากล้องชั้นเยี่ยม คงมีเรื่องสนุกๆมาเล่าเกี่ยวกับตัวเขาให้ฟังเยอะ
5. ไอ้พู่ กูคงต้องให้มึงล่ะนะ แต่กูไม่มี blog url มึง ยังไงก้ เดี๋ยวเอามาแก้ให้ทีหลังนะ

เฮ้อ สำเร็จสักที กระผมยินดีอย่างยิ่ง และขอบคุณอีกครั้งสำหรับการ tag ทำให้ผมได้นั่งย้อน นึกถึงสิ่งที่ตัวเป็น และทำ ที่ประหลาดๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ขอบคุณ ขอบคุณ
ด้วยความเคารพ

ศรัณย์ ภิญญรัตน์

ปล. เกือบลืมไป (จริงๆลืมไปแล้ว มาแก้ใหม่ 555)... ว่าคนที่ tag เรามาคือ filmsick@ filmsick.exteen.com และ พี่akitazu.... http://asuke.exteen.com/เข้าไปอ่าน 5 ข้อที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับพวกเค้าได้ครับ!


edit @ 2007/01/07 17:17:02

2006/Dec/10

วันนี้เอาภาพที่ไปงาน BoDW (Business of Design Week) ที่ฮ่องกงมฝากครับโดยทางภาควิชาที่ผมเรียนอยู่ (ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้จัดทริปนี้ขึ้น ระหว่างวันที่ 27 พ.ย. ถึง 2 ธ.ค. 49 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และ ทางคณาจารย์ร่วมเดินทางทั้งสิ้น 30 ชีวิตด้วยกัน

เล่านิดนึงว่างาน Business of Design Week ที่ฮ่องกงจัดขึ้นเพื่อทำการพบปะกัน ระหว่าง นักออกแบบ และผู้เกี่ยวข้อง (ไม่ว่าจะเป็น supplier, นักการตลาด, เจ้าของกิจการ, ช่างเทคนิค ฯลฯ) ในหลายๆระดับทั้งนักศึกษา และ ผู้ชำนาญการมืออาชีพ ทั้งระดับประเทศ และระดับโลก

โดยคราวนี้ ทาง ID จุฬาฯ ได้ทำการออกบูธนอกคณะเป็นครั้งแรก (เลือกฮ่องกงซะเลย ไฮโซ ไหมละ) โดยมีทาง ภาคการออกแบบอุตสาหกรรม มหาลัยเคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เป็นเพื่อนมหาลัยร่วมประเทศ เปิดบูธอยู่ข้างๆของเราด้วย

ว่าแล้วก็มาดูรูปกันเลยดีกว่า!

บรรยากาศรวมๆของเมืองฮ่องกงครับ


ดูเผินๆ แล้วคล้ายเยาวราชบ้านเราเลยทีเดียว
(อันนี้คือย่าน หม่งก๊ก Mong-Kok)


โอม กะ บอย
พวกเราทุกคนดูกลมกลืนเป็นคนฮ่องกงมากๆ (ผมโดนคนฮ่องกงมาภามทาง 1 คน และมาขอบริจาคเงิน 2 คน โดยพ่นภาษากวางตุ้งมาอย่างไม่หยุดยั้ง...)


เสื้อยี่ห้อดังของที่นี่ ก็มี ESPRIT, Bossini, G2000 แล้วก็ Giordano


สามหนุ่มสามมุม กับ สถานีรถไฟใต้ดินของที่นี่


สองเพื่อนรัก โอม กับ ไปป์ ในรถไฟฟ้า


บรรยากาศยามค่ำคืน กับตึกสวยๆ
(อันนี้ถ่ายระหว่างทางไปขึ้น รถไฟไปยังโรงแรม peak ที่สูงสุดในฮ่องกง ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา)


ตึกอร่อยจัง >_<
(ถ่ายตอนอยู่บน the peak แล้วครับ)


รูปปั้นตรงลานของ ifc mall


อีกอัน...


เพียงแค่เงาสะท้อน.... ก็ทำให้ตาของเธอน่ะเริ่มบอด.... วู้ววว


คราวนี้มาดูรุปสถานที่ที่ ทางคณะได้ไปเยี่ยมชมกันบ้าง
ที่แรกคือ CyberPort ซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าสนใจมาก โดยทางการฮ่องกงต้องการให้ Cyber Port เป็นสถานที่ให้ บริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับ communication และ multimedia มารวมกันทำงานภายในบริเวณเมืองไซเบอร์นี้ โดยมี facility ที่อำนวยความสะดวกมากมายไม่ว่าจะเป็น WiFi ทั่วทุกจุดในบริเวณ server ที่มี HDD ขนาดมหึมา ระบบ LAN ที่รวดเร็ว ห้องตัดต่อ ห้องถ่ายทอดสด ห้องอัดรายการทีวี สัญญาณมือถือทั้งสามเครือข่ายให้ทดลองใช้ เรียกได้ว่า เป็นสวรรค์สำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องเลยทีเดียว



interior สวยสดงดงาม




โมเดลของพื้นที่ที่นี่


ส่วนอันนี้ของจริง


ทุกระบบควบคุมโดยระบบ digital ขั้นสูงครับ ในลิฟต์เรากดเบอร์เองยังไมได้เลย ต้องให้พนักงานกดให้


มีลานจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ไฮโซ มากๆ

สุดท้ายแล้วครับ กับบรรยากาศในงาน BoDW


ผนังในตึก HongKong Exhibition.... สวยงามมมม....


บูธของทางจุฬาเราครับ เป็น concept เส้นสาย CMYK ร่วงลงมาเป็นงานออกแบบ สีจัดจ้านมาก


งานออกแบบจากอังกฤษ วง Gorillaz ที่โด่งดังครับ


บริเวณที่ฟัง conderence ครับ
มีนักออกแบบ Superstar มาพูดมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็น Karim Rashid, Ron Arad, Eric Chan, Stefan Sagmeister, Mr.Asaba ที่มาให้ความรู้ และประสบการณ์มากมาย ทำให้ผมได้รับความรู้ และแรงบันดาลใจอันยอดเยี่ยมครับ

หลังจากกลับมาจากทริป ฮ่องกง ผมก็ไมได้พักเลย เดินทางต่อไปยังภาคเหนือ เพื่อไปทริปเซรามิก (อันนี้ภาคบังคับ) ทันที ซึ่งโอกาสหน้า คงจะได้เอารูปมาลงฝากกันนะครับ