2006/Oct/16

เวลาเราชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ ตัวละครมักจะได้เจอกับบางสิ่งที่ทำให้แนวคิดของตัวละครเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีทางหวนคืนกลับ โดยในภาษาเขียนบท เราจะเรียกเหตุการณ์เหล่านี้ว่า turning point
แต่ใครเล่าจะรู้ ว่าการที่ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง...
มันอาจจะกลายเป็นหนึ่งใน turning point ของชีวิตผม




กรุณาเรียกผมว่ามนุษย์สุดเชยทีี่เพิ่งได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor ของผู้กำกับชั้นบรมครูอย่าง Bernardo Bertolucci เมื่อค่ำของวันนี้ (ทั้งๆที่หลายคนคงได้ดูกันไปเมื่อประมาณชาติกว่า)
ผมจวนเจียนจะได้ทำความรู้จักกับหนังเรื่องนี้หลายหน ทั้งเกือบจะได้ยืมเพื่อนมาดู และเกือบซื้อมาเก็บเป็นเจ้าของ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ชมมันสักที
จนกระทั่งด้วยความอนุเคราะห์ของพี่สน ที่ทำให้ผมได้บัตร press ของเทศกาล world film festival of bangkok ครั้งที่ 4 นี้ทำให้การตัดสินใจเลือกดูหนังในเทศกาลนี้กลายเป็นเรื่องง่าย (ซึ่งผมได้ดูมาแล้วก่อนหน้า 3 เรื่องได้แก่ Paris, I love you, Personnel และ The Clam ซึ่งถ้ามีโอกาสจะเขียนถึงต่อไปนะครับ) จึงทำให้ผมตีตั๋วเข้าไปดู The Last Emperor อย่างไม่ลังเลใจ เนื่องจากได้ยินชื่อมานาน แต่ไม่ได้ดูสักที และ คาดว่าชาตินี้ผมคงไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงอีกแล้วแน่ๆ

ซึ่งผมคิดว่า ด้วยสาเหตุหลายๆประการนี้ ได้นำพาผมไปพบกับภาพยนตร์ที่อาจจะเปลี่ยนมีผลกระทบอันยิ่งใหญ่กับชีวิตของผม

The Last Emperor เป็นเรื่องราวของตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ จนสิ้นชีวิต ของกษัตริย์องคฺ์สุดท้าย ในราชวงศ์แมนจู (ซึ่งก็เป็นราชวงศ์สุดท้ายในประเทศจีน) ที่ขึ้นครองราชย์ขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำคัญหลายๆครั้งในประเทศจีน
ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าววิจารณ์เข้าไปในตัวภาพยนตร์
แต่ผมจะขอพูดถึง "พลัง" ของภาพยนตร์

The Last Emperor เป็นภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่นของพลังในด้าน "ภาพ" เป็นอย่างมาก รวมไปถึงบทภาพยนตร์ จังหวะตัดต่อ เพลงประกอบ และนักแสดงต่างผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว และทรงพลัง
แต่สิ่งเหล่านี้กลับแผ่วเบา และซ่านซาไปหมดสิ้น
เพราะขณะที่จ้องผืนผ้าใบ ที่มีภาพวิ่งด้วยอัตราเร็ว 24 เฟรมต่อวินาทีนั้น
ผมสัมผัสได้ถึงพลังอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าตัวรูปธรรมของภาพยนตร์ที่สัมผัสได้ทาง ประสาทสัมผัสทั้ง 5
พลังนั้นคือ "หลังแห่งผู้กำกับ"

Bernardo Bertolucci เป็นผู้กำกับชาวอิตาลี แต่กลับมาทำการกำกับ หนังประวัติศาสตร์ราชวงศ์จีน... แค่นี้ก็ทำให้ผมขนลุกซู่แล้วครับ!
ณ จนถึงเวลานี้ ผมยังไม่ได้อ่านบทความ หรือบทสัมภาษณ์ใดๆ ที่กล่าวถึงเบื้องหลังของงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
แต่ผมสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณและความทุ่มเทของผู้กำกับ ที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของ "จักรพรรดิองค์สุดท้าย" นี้ออกมาด้วยความตั้งใจ และทุ่มเทยิ่ง
ไม่เป็นการง่ายเลย ในการที่เป็นคนต่างชาติแล้วต้องมาทำหนังประวัติศาสตร์ของชาติอีกชาติ ที่อยู่ห่างไกลกัน ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม

Bertolucci ไปเอาแรงมาจากไหน?
ผมทึ่ง และซาบซ่านกับพลังตรงนี้มากครับ

ทุกๆเฟรม ทุกๆวินาทีของหนัง เต็มไปด้วยความหมดจดงดงามที่ภาพยนตร์พึงจะมีศักยภาพดึงออกมาได้
ด้วย research ที่(ผมรู้สึก)ว่าละเอียดยิบ งาน production ที่สุดแสนจะอลังการ ไดอาล็อกที่คมคาย และที่สำคัญคือจังหวะของหนังที่ทำได้อย่างลงตัวที่สุด องค์ประกอบทั้งหลายแหล่ยิ่งทำให้ผมรู้สึกได้ถึง passion (นึกคำไทยสำหรับคำนี้ไม่ออกจริงๆ) ของศิลปินที่ละเลงลงไปบนแฟ่นฟิล์ม

ซึ่ง passion เหล่านี้มันสื่อสารออกมาได้ชัดเจน และเด่นชัดเหลือเกิน

และคลื่นพลังนี้เองที่มันทำให้ผมค่อยๆมั่นใจขึ้นมาเรื่อยๆ

ว่าผมอยากทำหนังดีๆสักเรื่อง
อย่างน้อยๆก็ก่อนตาย

มันอยากจริงๆครับ.... มันจะกลายเป็น turning point ของชีวิตผมแน่ๆ....

ปล. ดีใจจริงๆครับ ที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรง ขอบคุณ Bernardo Bertolucci ที่ทำหนังเรื่องนี้ออกมาด้วยพลังที่ผมจินตนาการไม่ออกจริงๆว่าทำได้อย่างไร

ปล.2 ตอนนี้ขออณุญาต ไปนั่งซึมซับกับความสุดยอดของหนังเรื่องนี้ก่อน จากนั้น ผมจะไป research หาข้อมูลเบื้องหลังเกี่ยวกับงานสร้างและที่มาของภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อน แล้วจะเอามาขยายความต่อทีหลังนะครับ :)

Comment

Comment:

Tweet


<a href="http://zuzphpoablkcvyr.com">wekvsvltjbdcyll</a> http://ygeewolqugyzjnb.com [url=http://okuasuycieoolwx.com]pyogjicytrhvrsj[/url]
#15 by mwxyibrwfz (94.102.52.87) At 2010-06-07 22:26,
#14 by บา (124.121.124.35 /192.168.1.213) At 2007-08-21 11:31,
ทอปไปฮ่องกงมาหรอ ไม่รู้เลยนะเนี่ยยย...ตายแระ!!! แล้วจะหนีแม่ตามไปละกานนะ... 555+ ...หนีแม่ไปฮ่องกง
ปล.ไปแล้วหนุกป่าว ก็มาเล่าให้ฟังกานบ้างนะจ๊ะ
#13 by อะรัยกันนี่ (61.90.146.66) At 2006-12-02 13:25,
แอบมาบุกบล้อก ตอนไปฮ่องกง 555
#12 by คุณน้องเต้ At 2006-12-01 02:31,
http://thaiindie.exteen.com/

ไทยอินดี้บลอก บลอกที่มีอะไรมากกว่าหนังสั้น ปรับปรุงใหม่ ให้บริการแล้ว
แล้วจะส่งแว่นไปให้นะ ...
#10 by หมูดำ (124.157.204.234) At 2006-10-23 23:36,
พี่ปุ่น จำคนผิดแว้ววววว
ผมไมได้ไปดู สตรอมเลย เพราะนี่พึ่งกลับมาจากเชียงใหม่วันนี้เลย (22)
ไปมาตั้งกะ 19-21

มาทำเป็นงอนๆ
#9 by lakari At 2006-10-22 13:28,
ท็อปยังไม่ใช่คนที่เชยที่สุดในโลกหรอก เพราะเราก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้

ไม่รู้ว่าท็อปได้ดู The Spider's Stratagem รึป่าว (ของผกก.คนนี้แหละ) เราชอบมากๆ

ปีนี้หนัง turning point ของเราคือ หนังญี่ปุ่นเรื่อง Eureka (2001, Shinji Aoyama) ไม่รู้ท็อปเคยดูรึยัง ถ้ายังลองดูนะ แต่ต้องหาเวลาว่างๆ 1 วัน เพราะหนังยาวเกือบ 4 ชั่วโมง
#8 by merveillesxx (161.200.255.162) At 2006-10-22 00:59,
น่าเบื่อเนอะ ทำเป็นคนไม่รู้จักกัน หุหุ ขอบคุณนะที่แวะมาดูสตรองวันนี้ คุณ นฤเบลด
#7 by ปุ่น At 2006-10-21 01:34,
เคยได้ดูสมัยเป็นวีดีโอ ตอนนั้นก็ขนลุกแล้วนะ
อยากได้ไปดูแบบเป็นฟิลม์มั่งจัง เสียดายไม่ว่างไปดู

ดีใจด้วยที่มึงเจอturning pointแล้ว ขอให้โชคดีกับทางเดินใหม่ๆ
ของกูหาอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะเจอรึเปล่าน่ะ
#6 by 1812 At 2006-10-19 12:38,
เปนกำลังใจให้นะ ทอปทำได้อยู่แล้วล่ะ
#5 by คนเบื้องหลัง (203.113.66.73) At 2006-10-17 00:54,
อยากเจอ turning point ของตัวเองบ้างจัง....
#4 by FtLoUie (202.129.2.4 /202.129.2.4) At 2006-10-16 21:47,
เรื่องนี้เคยดูเมื่อตอนเด็กมากๆ จำได้ว่าภาพสวยเหลือกิน
ว่ากันว่าถ้าดูเรื่องนี้แล้วไม่ต้องถ่อไปดูราชวังต้องห้าม
ของจริงเลยเพราะเก็บรายละเอียดแล้วก็มุมมองที่สวยที่สุดไว้หมดแล้ว

ว่าแล้วก็อยากดูแฮะ
#3 by W-mira-S At 2006-10-16 09:14,
เอ้อ อัพเสียทีนะ
หนังเรื่องนี้ชมครั้งแรกเมื่อนานมากๆแล้ว
และชมหยิบมาอีกที เมื่อประมานต้นๆปี
หนังยังทำให้ยิ่งเห็นรายละเอียด เกร็ดเล็กน้อย อะไรไม่รู้เต็มไปหมด
คอสตูม บท ภาพ งานสร้าง อารมณ์ มันเต็มที่ไปเสียหมด
ไว้มีเวลาหยิบมาดูอีกรอบคงดี
#2 by น้ำเงินเจือขาว At 2006-10-16 08:30,
ยังหาเวลาไปดูเทศกาลเวิร์ล ฟิล์ม ไม่ได้เลย ต้องเจียดเวลาซะแล้ว
#1 by ตุ้ย since 2006 At 2006-10-16 03:05,