2006/Jul/14

http://lakari.exteen.com แล้วก็ กด enter
....
พระเจ้า จอร์จ!!! บล็อกผมยังไม่โดนลบ โอ... ขอบคุณสวรรค์
อย่าพึ่งตกใจคิดว่าผมเป็นบ้าอะไร
แต่รู้สึกอย่างนี้จริงๆ เพราะว่า ไมได้อัพบล็อกมานานมาก ด้วยสาเหตุ 2 ประการ
1. งานละคร
ตั้งแต่หลังละครมา ผมก็แทบหยุดงานเขียนทุกชนิด เนื่องจากเกิดอาการเอือมการพิมพ์เอกสารด้วย ไมโครซอฟท์ เวิร์ด (อันที่จริงใช้คำว่าเอือมยังน้อยไป ลองจินตนาการคนที่ต้องอยู่กับ เวิร์ดทั้งวันทั้งคืน และได้นอนเมื่อปิดโปรแกรมตอนแปดโมงเช้า มันน่าเอือมอาทรมานกายใจ เพียงใด...) อันเป็นสาเหตุที่บล็อกของผมนอนแน่นิ่งเหมือนวัวเฒ่า รอคอยการเข้าโรงเชือดประมาณนั้น

2. ผมมีปัญหาชีวิตเล็กน้อย (ละเอาไว้ในฐานที่จะไปเปิดเผยข้างล่าง :-)

กะไรก็ตาม เพื่อเป็นการต้อนรับนิมิตรหมายอันดี (?) ที่ผมจะกลับมาเขียนบล็อก อย่างขยันขันแข็งอีกครั้ง จึงขอถือโอกาสนี้ ปรับปรุงหน้าตาของบล็อกสักหน่อยแล้วกันนะ แหม เวลาเราจะทำอะไรใหม่ ก็ต้องการบรรยากาศใหม่ๆ จริงไหม

เอ้า เข้าเรื่องหน่อย หลายๆคนที่ตามอ่านบล็อกของผมมา (มีด้วยเหรอมึง) ก็จะพบว่า entry ล่าสุดของผมหยุดอยู่ที่ การโปรโมทละร (ที่จบลงไปแล้วเป็นชาติ) ซึ่งถ้าคุณไม่สงสัยว่า ละครออกมาเป็นอย่างไร ผมก็จะบอกอยู่ดี (555 ก็นี่มันบล็อกผมนี่)
เสียงตอบรับนรอบแรกๆนั้น 50-50 มาก ระหว่างโดนด่า และโดนชม ส่วนตั้งแต่รอบ 6 เป็นต้นไป feedback ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีถึงขั้นบางคนชมว่า ไม่น่าเชื่อว่าถาปัดจะเขียนบทดีๆได้เลยก็มี (ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้) ส่วนท่านที่ติติงมา ก็จะพยายามปรับปรุงให้ปีต่อๆไป ดียิ่งขึ้นนะครับ

เข้าเรื่องหนังสักหน่อย เดี๋ยวจะไม่เข้า theme ของบล็อก

วันนี้ได้ไปดูหนังจอเล็ก ที่โรงหนัง art house ของ bioscope มา
คุยกับพี่เต้ใน msn วันก่อนหน้าแล้วว่าขอไปดูด้วย ซึ่งพี่เต้ก็ตอบรับอย่างอบอุ่น (ประมาณว่า ขอกรูดูหนังฟรีอีกแล้ว ไม่คิดจะโทรมาจองเอง) โดยเวลาฉายคือ 1900 ที่ออฟฟิศใหม่ ณ รัชดาภิเษก ซอย 22 เรื่องที่จะฉาย ทางพี่เต้ขออุบเอาไว้เป็นความลับ แต่เปรยๆมาว่า จะจี๊ดมาก โดยเฉพาะสำหรับผม ที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ หึหึหึ
วันนี้จึงแบ่งการใช้เวลาออกเป็นสามส่วน
หนึ่ง: ช่วง บ่ายโมง ถึง บ่ายสาม
กินข้าว และไปงานรับปริญญาเพื่อนปาล์มสุดสวย (ขออณุญาต เอ่ยนาม) ที่ได้ให้เกียรติเชิญเราไปถ่ายรูปด้วย ซึ่งพอไปถึงก็พอความจริงอยู่สองประการ
หนึ่ง จุด หนึ่งกรูไม่รู้จักใครเลยนี่หว่า เหวอเหรี้ยๆ
หนึ่ง จุด สองทำไมผู้หญิงคณะนี้มันสวยกันจัง... โดยเฉพาะพวกที่จบไปแล้ว... โอ... ซี้ด... (เฮ้ย)
จากนั้นจึงใช้เวลาส่วนที่สอง...
อะไรนะ อยากฟังผมเขียนถึงหนังแล้วเหรอ เฮ้ย ใจเย็น ผมไมได้เขียนนาน ขอระบายหน่อย

อะไรนะ
ไม่ได้เหรอ

อะไรนะ จะเลื่อนเมาส์ไปที่หน้าต่างขวาบน จะกดปิดแล้ว? เฮ้ย ไม่เอาน่า นะ ขอร้อง น้า นะๆๆๆ อ่านก่อนนะตัว นะ
แหน่... ดีมากๆ น่ารักๆ

ส่วนที่สองนะจ๊า
ผมก็ใช้เวลาก่อนถึงเวลานัดดูหนังไปที่ TCDC ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบสำหรับคนธรรมดา และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบที่ดีกว่า สำหรับคนรวย... แหม พี่เค้าทุนนิยมจริงๆ มีการแบ่งคลาสสมาชิกด้วย นี่มันห้องสมุดนะเฟร้ยยยย!!! (บ่นทำไม มรึงก็ใช้บริการอยู่ดี... เอาเถอะ จำไว้ ไอ้เหลี่ยม) ณ ชั้น 6 ดิ เอมโพเรียม (เปิดทุกวัน เว้นวันจันทร์ อย่าเผลอไปนะ เสร่อแบบผมเคย ไม่รู้ด้วย)


(มันเป็นห้องสมุด และศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบอ่ะนะ แต่ก็มีหนังสือเกี่ยวกับสาขาอื่นๆด้วย ตกแต่งสวยดี ใครว่างๆลองเข้าไปเยี่ยมชมได้นะ)

เนื่องจากอยากไปเปิดๆหนังสือเกี่ยวกับวิชา กราฟฟิก ที่ทำอยู่ จึงไปนั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ รอเวลาที่จะไปดูหนัง
ส่วนที่สาม
ใกล้จะได้เวลา จึงออกเดินทางไปโรงหนัง art house ของเรา
เนื่องจากอ่านหนังสือเพลิน จึงรีบวิ่งไปอย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย เพื่อที่จะไปให้ทันเวลา ซึ่งปรากฏว่าพอไปถึง พี่เต้ก็ฉายหนังสั้นเรื่องสุดท้ายจบพอดี และกำลังจะเริ่มฉายหนัง feature พอดิบพอดี
แล้วหนังที่ได้ดูก็คือ Conversation with other women (ฮูเร่!! เข้าเรื่องหนังเสียที)

มาทำความรู้จักหนังเรื่องนี้กันหน่อยดีกว่า
Conversation with other women เป็นผลงานกำกับที่สองของ Hans Canosa (อย่าตกใจถ้าไม่รู้จัก เพราะเขาค่อนข้างใหม่กำกับหนังระดับ feature มาเพียงสองเรื่อง และแม้ใน imdb ก็ยังแทบไม่มีข้อมูลของเค้าเลย) เขียนบทโดย Gabrielle Zevin ซึ่งทำงานมาพร้อมๆกับ Canosa เช่นเดียวกัน
พี่เต้ให้เกร็ดก่อนเริ่มฉายภาพยนตร์ว่า หนังเรื่องนี้ ทางไทยได้ลิขสิทธิ์มาเป็น dvd (ที่เอามาฉาย) ก่อนที่จะลงโรงหนังที่อเมริกาซะอีก (ว้าว) ทำให้ผมตื่นเต้นเล็กน้อยก่อนฉายว่ามันจะเป็นหนังอย่างไร

เอาล่ะต่อไปจะเริ่มเล่าเรื่องของหนังแล้วนะ
แนะนำว่า แค่เรื่องย่อก็ไม่ควรรู้ก่อนนะ ไปหา dvd มาดูก่อนแล้วค่อยมาอ่านก็ได้ bookmark ไว้ก่อนเนาะ

หากจะพูดไปแล้ว Conversation with other women (ชื่อเรื่องยาวมาก ต่อไปนี้จะพิมพ์ว่า CWOW) มีจุดร่วมหลายอย่างกับ Before sunset (อ่านได้ในบล็อกผมสำหรับ รีวิว) แต่จุดแรกที่จะพูดถึงก่อนก็คือ เป็นหนังไร้พลอต

หมายควมว่าอะไรหนังไร้พลอต? จริงๆแล้วมันมีพลอตนั่นแหล่ะ เพียงแต่มันสั้นมาก และถ้าหากเขียนเรื่องย่อของมันก็จะกลายเป็นเพียงประโยคสั้นๆ อาทิ คนสองคนที่คลาดจากการนัดพบกันเมื่อสิบปีก่อน มาเจอกันอีกครั้ง และพูดคุยกัน ... จบ แค่นี้แหล่ะ พลอตของ Before sunset หรือ ชายหนุ่มที่หมกมุ่นกับการ ฆ่าตัวตาย ไปพบรักกับพี่สาวของสาวที่เขาแอบปิ๊ง (?) ใช่ครับ เรื่องของ Last life in the Universe มันก็มีแค่นี้จริงๆ แต่แท้จริงแล้ว ความละเอียดซับซ้อนของไดอาล็อก และการเล่นกับสภาพอารมณ์คนดู หรือเทคนิคอื่นๆต่างหาก ที่น่าสนใจในหนังเหล่านี้ อันเป็นส่วนที่มาเติมเต็มให้เราได้ขบคิดถึงองค์ประกอบอื่นๆ มากกว่าตัวเนื้อเรื่องของภาพยนตร์

และโดยส่วนมาก ภาพยนตร์ลักษณะนี้ (จะเรียกว่า ภาพยนตร์สไตล์ Minimal ก็ได้) มักจะเทความสำคัญให้กับตัวละคร (ทั้งที่มี และไม่มีชีวิต) อารมณ์ของหนัง รวมไปถึงเทคนิคอื่นๆใด (การเล่าเรื่อง การตัดต่อ ฯลฯ)

สำหรับเรื่อง CWOW นั้นพลอตมีเพียงแค่ คู่สามี ภรรยา ที่เคยแยกทางกันไปเมื่อสิบปีก่อน กลับมาเจอกันอีกครั้งในงานแต่งงาน น้องสาวของฝ่ายชาย ทั้งสองจึงได้รำลึกอะไรๆด้วยกันอีกครั้ง ซึ่งพลอตนี้ก็แตกออกมาเป็นภาพยนตร์ยาว 90 นาทีได้อย่างน่าชม
จุดหนึ่งที่เราสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มของหนังก็คือ การแบ่งจอ (Split Screen) ออกเป็นสองจอด้วยกัน ซึ่งสองจอนี้ทำหน้าที่มากมาย และทำให้หนังมีเสน่ห์ขึ้นมาทันที ซึ่งจะขอกล่าวภายหลัง

เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ประเภทพลอตน้อย งานหนักจึงไปตกอยู่กับนักแสดงนำ โดยเฉพาะกับเรื่องนี้ที่ ตัวละครเอกแบกบทสนทนาเอาไว้ 95% ของทั้งเรื่อง (ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นหนังว่าด้วย Conversation) หากจะกล่าวว่าหนังทั้งเรื่องขับเคลื่อนไปได้ด้วยการแสดงชั้นครูของ ชาย (ซึ่งเราไม่ทราบชื่อเขาเลย) รับบทโดย Aaron Eckhart (ซึ่งพี่เต้บอกว่า เขาเป็นนักแสดงละครเวทีมาก่อน ซึ่งทำให้ถนัดเรื่องการแสดงประเภทท่องบทมากๆ) และ หญิง (ไม่มีชื่อเช่นกัน) ซึ่งรับบทโดย Helena Bonham Carter (เอ๊ะ หลายๆคนอาจจะคุ้นๆชื่อ ใช่แล้ว เธอคือ ศรีภรรยาของ Tim Burton ซึ่ง พี่เต้เล่าให้ฟังว่าจริงๆแล้ว เธอเก่งมาก แต่หลังจากแต่งงานกับพี่ทิม เจ๊ก็ได้เล่นบทประหลาดๆเช่น ลิงที่หลงรักกับคน ใน Planet of the Apes เป็นต้น เหอๆ) ก็ไม่ผิด (เหมือน Before sunset อีกแล้ว)

ผมได้ชมหนังเรื่องนี้ในจังหวะที่จี๊ดที่สุดเลย
... ครับ ผมเพิ่งเลิกกับแฟนมา (กรุณาเอาประโยคนี้ไปเติมในข้ออ้างข้อสอง ด้านบนสุดด้วย 55)
และหนังเรื่องนี้ก็พูดถึง เรื่องราวของคนสองคนที่ต้องจากกันไปทั้งที่ยังรักกันเต็มหัวใจ โดยจากไป 10 ปีพวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง... (อ๊ะๆ เหมือนเรื่องไหนอีกแล้ว เพิ่งพูดไปเมื่อกี๊เลย)
ผมกับแฟน(เก่า) ของผมเคยนั่งคุยกันเรื่องนี้เหมือนกัน
ว่าถ้าเกิดเราคนใดคนหนึ่ง ไปแต่งงานแล้วอีกคนมางานแต่งงาน มันจะเป็นยังไงกันหนอ
เป็นอารมณ์ที่จี๊ดจ๊าดไม่น้อยเลยนะครับ

แหม จะว่าผมเขียนวนไปวนมา ก็ใช่อยู่
แต่หนังมันจี๊ดจริงๆ จนไม่รู้จะพูดยังไง
ใครไปดูมาคงรู้สึกเหมือนกับผมนะ
คนสองคนอยู่ด้วยกัน
ใกล้กันจะตาย แต่กลับมีอะไรบางอย่างคั่นกลาง
อะไรบางอย่างที่สะดุดกลางใจ
ทั้งที่ทั้งสองดวงมันเต็มไปด้วยความรักที่มีให้กัน
ตรงนี้ล่ะ ที่ไอ้เส้นแบ่งกลางจอมันเข้ามาเล่นบทบาท

คือไอ้เส้นแบ่งกลางจอที่เราเห็นมาทั้งเรื่อง นอกจากจะทำให้เราเห็นมุมมองต่างๆมากขึ้นในหนึ่งเวลา หรือ อาจจะทำให้บางคนสับสนเวียนหัวแล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นเส้น บางๆ ระหว่างคนสองคนที่รักกันมากแต่ไม่อาจเอิ้อมถึงกันได้อย่างเต็มที่ อีกต่างหาก
จะสังเกตได้ว่าบางฉากที่เราจะแอบคิดว่า เอ๊ะ กล้องมันมารวมกันเป็นภาพใหญ่ภาพเดียวแล้วหรือ? แต่เราก็จะได้รับคำตอบแทบทันทีว่า ไม่ เนื่องจากเมื่อตัวละครเคลื่อนผ่านไอ้เส้นแบ่งนี้ ก็จะเกิดอาการ ไม่ต่อเนื่องของภาพขึ้นทันที

นอกจากนี้แล้ว เส้นนี้ยังเป็นเส้นแบ่งระหว่างความคิดกับความเป็นจริงอีกด้วย (ซึ่งบางครั้งทำให้เราสับสน แต่หนังก็จะรีบเฉลยทันทีนะ) ข้างหนึ่งเป็นภาพที่เกิดขึ้น อีกภาพหนึ่งตจะแทนความคิดของตัวละคร (ซึ่งบางทีจริงเสียยิ่งกว่าเหตุการณ์จริงๆ)

จะว่าหนังเรื่องนี้มองอานุภาพของความรักว่า ไม่ยิ่งใหญ่?
บางทีอาจจะจริงก็ได้
ผมชอบบทสนทนาของชาย ที่พูดเรื่องเกี่ยวกับการชวนให้ หญิง อยู่กับเขาไปตลอดชีวิตแล้ว เขาจะดูแลเธออย่างไรมากๆ มันเหมือนเทพนิยาย เหมือน ความฝันโรแมนติก เหมือนความเชื่อที่ว่า love conquers all
แต่ หญิง ก็กลับปฏิเสธเสมอไป ด้วยความเป็นจริงที่ว่า เธอต้องกลับไปหา เจฟฟรีย์ หมอผ่าตัดหัวใจ สามีปัจจุบันของเธอ
หรืออาจจะไม่
แม้ว่าความเป็นจริงจะโหดร้าย ผลักไสทั้งคู่ออกจากกัน ด้วยเส้นแบ่งบางๆแล้วล่ะก็
จินตนาการ และความคิดถึงห่วงหา กันของทั้งคู่
ก็เชื่อมทั้งคู่มาอยู่ใน ภาพ เดียวกันได้ในตอนจบ
บางทีความรัก อาจจะไม่ต้องการการอยู่ด้วยกันก็ได้
เพราะ บางครั้งเวลาเรารักใครมาก เราก็จะเผลอทำให้เขาทุกข์ไปโดยตั้งใจได้ ฝ่ายหญิงกล่าวไว้

ความรักบางทีทิ้งระยะห่างเอาไว้
แล้วนานๆกลับมาเจอกันบ้าง
ก็น่าจะมีค่าอย่างแปลกประหลาดได้เหมือนกันนะ

แล้วพบกันครับ...

ปล. พี่เต้เสริมมาว่า ที่หนังชื่อ Conversation with other women เพราะว่า ผู้หญิงที่เค้าคุยด้วย เปลี่ยนแปลงเป็นผู้หญิงคนอื่นๆจากคนที่เขาเคยคุ้นไปเสียแล้ว... โอวว จี๊ดมาก จี๊ดมาก


edit @ 2006/07/14 12:44:39

Comment

Comment:

Tweet


...เส้นบางๆที่มากกว่าเส้นสินะ...
^-^!
#7 by แม่หนูสีชมพู (58.8.91.176) At 2006-07-19 16:49,
อยากดูว่ะ แต่งานท่วมหัว T^T ....สู้ต่อไป อย่างน้อยเราก็ยังมีข้าวกิน
#6 by หมูดำ (203.144.175.139) At 2006-07-16 17:56,
ไว้ดูแล้วจะมาอ่านละกันนะ
#5 by Au+ (58.9.26.202) At 2006-07-16 17:28,
ขอบคุณที่มางานเช่นกัน มีน้ำใจมากมาย

other women....เปลี่ยนแต่ก็(ยังรัก)ไม่เปลี่ยน ฮิ้ววววว
#4 by เพื่อนปาล์ม (58.8.83.74) At 2006-07-16 14:45,
ดีใจด้วยที่มึงหาเวลาว่างกลับมาเขียนบล็อคอีกครั้ง
กูเป็นเหมือนมึงเลยที่เบื่อการใช้wordมาก แม้ว่ากูจะอยู่กับมันน้อยกว่าก็ตาม
บล็อคกูก็นิ่งไปด้วยประการนั้น

กูเชื่อว่าความรักเป็นเรื่องของการเวลา
คนที่ใช่ในตอนนี้ อาจไม่ใช่สำหรับเราในสิบปีข้างหน้า
ในทางกลับกัน เวลาก็สามารถเปลี่ยนคนที่ไม่ใช่ให้มันใช่ได้เนอะ

เป็นกำลังใจให้มึงด้วยนะ เรื่องนั้น
#3 by 1812 At 2006-07-16 14:17,
อานุภาพของความรัก ยิ่งใหญ่? ไม่ยิ่งใหญ่?

ความรักก็คือหนึ่งความรู้สึกของคน
คงเอาแน่เอานอนอะไรไ่ม่ได้

จะยิ่งใหญ่หรือไม่
อยู่ที่หัวใจเรา จะแทนค่าตัวแปรที่ชื่อว่าความรักนั้นเท่าไร
#2 by firm (124.120.28.196) At 2006-07-15 17:49,
กลับมาซะที

แบ่งเป็นสองจอเหรอ... น่าสนใจดีนะครับ

แล้วผมจะมีโอกาสได้ดูมั้ยเนี่ย

หรือว่าต้องเข้าทางคุณเตเต้ก่อน
#1 by 609 At 2006-07-14 05:48,