2006/Jan/19

กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปนาน (อีกแล้ว)...

คราวนี้นำอาหารจานหนักมาฝากครับ กับ บทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง Hidden...
ใครยังไม่ได้ชมก็ข้ามไปได้เลยนะครับ เพราะเปิดเผยหลายส่วนสำคัญในหนัง แต่ถ้าชมแล้วงง ก็ให้ลองเข้ามาอ่านดูแลกความเห็นกันดูครับ!!

.........................................


HIDDEN: อะไรซ่อนอยู่ใต้ ความจริง?
อะไรคือความจริง? ผมเคยลองตั้งคำถามนี้กับตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน อากาศที่เราหายใจตอนนี้ เป็นจริงหรือไม่ สิ่งที่เรามองเห็น ห้วงเวลาที่ค่อยๆสะกิดผ่านอณูผิวหนังเราไป... ผมกำลังฝันหรือตื่นอยู่ เราจะรู้ได้อย่างไร
บ่อยครั้งที่โลกแห่งภาพยนตร์ตั้งคำถามนี้เช่นเดียวกัน ใน The Matrix หนังบอกเราว่า ขณะนี้เราทุกคนอาศัยอยู่ในโลกความฝัน ในขณะที่โลกแห่งความเป็นจริง ร่างกายเรากำลังถูกใช้งานเป็น แบตเตอรี่สำหรับเครื่องจักร
ในขณะที่ใน Hidden ไมเคิล ฮาเนเก้ ตั้งคำถามกับผู้ชมว่า ความจริง สำหรับสังคมแบบทุนนิยมที่เราอาศัยอยู่นี้ คืออะไรกันแน่
ภาพข่าวในโทรทัศน์? ภาพยนตร์สารคดี? ภาพถ่ายใบเก่า? เรื่องเล่าจากหนังสือพิมพ์?
เรากำลังมองภาพที่วิ่งด้วยอัตราเร็ว 24 เฟรม ต่อวินาที เราเห็นสิ่งต่างๆเคลื่อนไหวสมจริง ณ ความเร็วนั้น
ว่าแต่... นั่นคือความจริง แน่หรือ?
ฮาเนเก้กำลังบอกเราว่า ไม่ใช่...
........................................
*** บทความต่อไปนี้ อาจเปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์ ***

Hidden ว่าด้วยเรื่องราวของ ครอบครัวชนชั้นกลาง อันแสบอบอุ่น อันประกอบไปด้วย จอร์จ ผู้พ่อ แอนน์ ผู้แม่ และ ปิเอโรต์ ลูกชายคนเดียวของบ้านหลังนี้
จินตนาการถึงครอบครัวแสนสุข พ่อบ้านเป็นนักจัดรายการโทรทัศน์ที่มีคนติดตามชมทั้งประเทศ ในขณะที่ตัวคุณแม่มีอาชีพในสำนักพิมพ์ที่เจ้าของก็เป็นเพื่อนสนิทกับ จอร์จ ลูกชายวัย 12 ขวบกำลังไปได้ดีกับการฝึกฝนเพื่อเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ
ทุกๆคนมีความสุข
จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อ เทปวิดีโอลึกลับมาเยือนบ้านของพวกเขา
ความสุขทั้งหลายเหล่านั้นเรื่มเหือดจางหายไป
เรื่องราวหลังจากนี้เป็นอย่างไร ทุกๆท่านที่ได้ชมภาพยนตร์มาคงทราบดี
เพราะฉะนั้นจะไม่ขอกล่าวเจาะไปในจุดนั้น
แต่จะมาลองวิเคราะห์กันดูดีกว่า ว่าฮาเนเก้ พยายามบอกอะไรเราผ่านภาพที่วิ่งที่ 24 เฟรมต่อวินาที
ถ้าใครก็ตามคุ้นเคยกับภาพยนตร์ของฮาเนเก้ จะทราบว่า subject ที่เขาหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ และโยนคำถามใส่ มักจะเป็น คนชั้นกลาง อยู่เสมอๆ
ทำไมฮาเนเก้เลือกทำเช่นนั้น
ก็เพราะ ชนชั้นกลางคือผู้ครอบครองอำนาจทั้งหมดในระบบทุนนิยมเบ็ดเสร็จในแบบปัจจุบันนี้น่ะสิ!
เพราะฉะนั้น สารที่ฮาเนเก้กำลังจะบอกผ่านเรา ก็คือเป็นการโยนคำถามก้อนเบ้อเริ่มใส่หัวพวกชนชั้นกลาง (ซึ่งนั้นหมายรวมเอาไปถึงผม... และหลายๆคนที่กำลังอ่านบทความของผมอยู่ในขณะนี้)
คำถามของเขาคือ
อะไรคือความจริงในโลกของพวกคุณกันแน่ (วะ)
........................................
1. ความกลัว ปะทะ ความเป็นจริง
จินตนาการว่าคุณอาศัยอยู่ใน metropolis (กรุงเทพ นิวยอร์ค หรือ ปารีส ก็ตามแต่)
แล้วกลางดึกมีคนจากไหนก็ไม่รู้มาเคาะประตูคุณ บอกว่า ขอข้าวผมกินหน่อย ผมไมได้กินข้าวมาสามวันแล้ว
คุณจะ...
-เอาข้าวให้เขากิน
-ไล่ตะเพิดไป
-ควักอาวุธที่มีติดบ้านไว้อยู่แล้ว มาเตรียมใช้งาน
-ทำเป็นว่าไม่มีคนอยู่
ผมไม่รู้ว่าพวกคุณๆจะเลือกข้อไหนกัน
แต่ผมเดาเอาเองว่า คงไม่เลือกข้อหนึ่งกันแน่ๆ ใช่ไหมครับ
เพราะอะไร?
เพราะมันแลดูอันตรายน่ะสิ !!
กระบวนการคิดในหัวเราจะเป็นไปว่า หมอนี่มันเป็นใครที่ไหนวะ แล้วมันไม่น่าจะมาแค่ขอข้าวกินแน่ๆ ไม่น่าไว้วางใจ อาจมีอาวุธ เฮ้ยแม่งผิวดำด้วย ไม่ดีแน่ๆ เป็นกลลวง ฯลฯ
อะไรทำให้เราคิดแบบนี้?
คำตอบอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
ฮ้า... คุณคิดถูกต้องแล้วครับ
สื่อนั่นเอง!!
การประโคมข่าวของสื่อ ว่ามีการปล้น จี้ ฆ่า ข่มขืน ฯลฯ ทำให้เรารู้สึกว่า มันไม่ปลอดภัยมากกว่าที่ภาวะการณ์จริงๆมันเป็นอยู่
ไมเคิลมัวร์ เคยทำสารคดีเรื่อง bowling for columbine เอาไว้ แล้วพบว่า อเมริกันชนพกปืนไว้ในครอบครองเยอะมาก เพราะอะไรครับ? เพราะพวกรายการทีวีประเภท Reality Cop Shows + ภาพข่าวที่แสนจะน่ากลัว ทำให้เมืองทั้งเมืองขาดความไว้ใจกันและกัน และคำว่าน้ำใจต่อมวลมนุษย์ก็เหือดแห้งไปเช่นเดียวกัน
อเมริกันชนรู้แต่ว่า อยู่ในบ้านจะปลอดภัย ถ้าใครแหยมเข้ามา ก็ยิงมันทิ้ง เพราะไม่ผิดกฎหมาย
มันเกิดความหวาดระแวงครับ! นี่เองทำให้นโยบายบุกอิรักของ จอร์จ บุช ดูชอบธรรมยิ่งนัก เพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา ด้วยการปั่นหัวของสื่อนั่นเอง
ฮาเนเก้ หยิบประเด็นนี้มาใช้ใน Hidden ได้อย่างแยบคาย
มนุษย์สื่อ อย่าง จอร์จ เป็นกลไกหนึ่งในระบบทุนนิยมที่สำคัญยิ่งยวด เพราะเขานำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้คนคอยที่จะรับฟัง และอ้าปากรอพร้อมที่จะเชื่ออยู่แล้ว (เพราะเรามักเชื่อว่า รายการทีวี ยิ่งถ้าเป็นรายการข่าว หรือ รายการสัมภาษณ์พูดคุยกับนักวิชาการที่ดูฉลาด ต้องเป็นเรื่องจริงแหงๆอยู่แล้ว)

ความกลัวของ จอร์จเกิดขึ้นจากภาวะกดดันจากสื่อเช่นเดียวกัน
หากลองพิจรณากันดูให้ดีๆ... เนื้อสารในวิดีโอ ไม่ได้มีการคุกคาม ครอบครัวของจอร์จแต่อย่างใด ภาพเป็นเพียงการตั้งกล้องหน้าบ้านของเขานิ่งๆ ไม่ได้มีการเคลื่อนไหว เพื่อจับจ้องใครเป็นพิเศษ ไม่มีการซูม หรือโฟกัส อะไรใดๆทั้งสิ้น
ภาพการขับรถไปตามที่ต่างๆ ก็มิได้เจาะจงว่าเป็นการส่งสารใดๆ
หรือกระทั่งห้องในโรงแรม ก็มิได้มีการชี้เฉพาะเจาะจง หรือบ่งบอกเนื้อความใดๆ ว่าเจ้าของห้องจะได้เกี่ยวข้องอะไรกับจอร์จ
ถ้ามองให้เป็นกลาง
วิดีโอไม่ได้คุกคามอะไร
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือสงครามประสาท ที่เกิดขึ้นจากภาวะของชนชั้นกลาง ที่ขาดแคลน ความไว้เนหื้อเชื่อใจ และ เต็มไปด้วย ความระแวดระวัง ไปกับเสียทุกสิ่งจนเกินพอดีต่างหาก

2. สื่อ กับ ความเป็นจริง
โอ้... เราวิ่งตามเขาไปอยู่ครับตอนนี้ ดูนั่นสิครับ ท่านผู้ชม คนร้ายกระโจนออกจากรถแล้ว วิ่งไปในดงหญ้า ตำรวจสามนายตามไปอย่างไม่หยุดยั้ง...
สมมติให้ข้อความข้างต้นเป็นเนื้อหาจาก ข่าวช่วง prime time
ทุกครั้งที่มีภาพข่าวแบบนี้ เรามักจะคิดว่ามันช่างสมจริง และน่าติดตาม
เรารู้สึกลุ้นระทึก เมื่อตำรวจบุกใกล้เข้าไป
รู้สึกสะใจท่วมท้น เมื่อโจรถูกจับได้
รู้สึกกลัวจับใจ เมื่อตระหนักว่าเมืองของเราช่างอันตรายยิ่งยวด...

เอาล่ะ... ถ้าข่าวเหล่านี้ นำเสนอ ควาเป็นจริง 100% ล่ะก็
เราไม่ควรจะ อินไปกับข่าวเหล่านี้มากนัก!
แต่ด้วยเทคนิคของโลกภาพยนตร์
การตัดต่อ การใส่เสียงประกอบอันตื่นเต้น การพากย์ประกอบที่เร้าใจ
เหล่านี้ทำให้เราสนุกไปกับการดูข่าว...
ใช่ครับ เราสนุกไปกับการดูข่าว!! และทำให้เรารับข่าวมากขึ้นๆ ข่าวย่อยง่ายขึ้น ตื่นเต้นขึ้น
เพราะข่าวเหล่านี้โดนยำด้วยเทคนิคภาพยนตร์แล้วยกออกมาพร้อมเสิร์ฟ
เช่นนี้แล้ว สิ่งที่เรารับ คือ ความจริง กระนั้นหรือ?

มีฉากหนึ่งใน hidden
จอร์จสั่งให้มือตัดต่อของเขา
ตัดบทสนทนาบางจุดออกไป... เนื่องจากไม่มีความสำคัญ หรือ อาจจะส่งผลกระทบต่อบุคคล หรือ อาจจะเพราะมันไม่สนุก ก็แล้วแต่
แต่นั่นแหล่ะครับ ความจริง ได้ถูกยำพร้อมเสิร์ฟเรียบร้อยแล้ว!

กระทั่งสารคดี ก็ต้องอาศัยเทคนิคภาพยนตร์ เพื่อให้คนดูมีอารมณ์ร่วม
และเมื่อใดก็ตาม ที่เรามีอารมณ์ร่วมละก็
อำนาจการตัดสินใจว่าอะไรคือ ความจริง ได้ขาดสะบั้นลงแล้วครับ...

3. แล้วอะไรถูกซ่อนอยู่ภายใต้สื่อที่ชื่อว่า HIDDEN?
ใน Hidden ฮาเนเก้เล่นกับความเป็นสื่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ
เพราะภาพยนตร์ ก็เป็นสื่อ
และผู้ชมในโรงหนัง
ก็คือ คนที่ฮาเนเก้กำลังจะส่งสารความจริงไปให้
แถมไปด้วยการตบหน้าดังๆ และ แรงๆ หนึ่งที!

ตั้งแต่เฟรมแรกของภาพยนตร์ เราเห็น ภาพจากกล้องที่ตั้งนิ่งๆ พร้อมกับเครดิตของทีมงานค่อยๆไล่ขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ มีคนเดินผ่านไปมา แต่ไม่มีการจับโฟกัสใดๆ
เวลาผ่านไป เรารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังดูอยู่คือส่วนหนึ่งจากวิดีโอเทปลึกลับ

การซ้อนภาพวิดีโอเกิดขึ้นหลายครั้ง จนทำให้คนดูเริ่มสับสน
ว่านี่คือส่วนหนึ่งของวิดีโอ หรือ มันเป็นส่วนหนึ่งของโลกจริงกันแน่
จนเมื่อผ่านไปได้ครึ่งเรื่อง
มีการตั้งกล้องนิ่งมากมาย
เราไม่สามารถแยกแยะได้อีกแล้ว
ทันใดนั้นเองตัวตนของวิดีโอเทปก็หายไป เพราะท้ายที่สุดเราก็ไม่รู้ว่า ใครเป็นคนทำวิดีโอเทปขึ้นมา

ถ้าในความเห็นผม วิดีโอเทป คือ สายตา ที่สาดส่องลงมาจาก ฮาเนเก้
เพื่อบอกพวกเรา ผ่านการกระทำของ จอร์จ
ถึงความเป็นจริงของผู้คนในสังคมทุนนิยม
ว่าพวกเขา (และพวกเรา) กำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความลวงจากสื่อมากขนาดไหน
มันคือภาพ ความจริง ที่ชำแหละตัวตนของจอร์จออกมา

ยาดิช น่ากลัวและสมควรตาย?
จอร์จเห็นว่า มันควรเป็นเช่นนั้น
ก็เขาดันส่งวิดีโอมาคุกคามเขาเองไม่ใช่เหรอ?
แล้วไหนจะอดีตตอนเด็กๆอีก?
เมื่อยาดิชตายไป
เขาจึงกินยานอนหลับ เปลื้องผ้าออก
นอนหลับสนิท เพราะความเลวร้ายทั้งหมดทั้งปวงได้ถูกปัดเป่าออกไปแล้ว

หรือครับ?

เรามาลองคิดดูดีๆ...
ยาดิช ไม่ได้อยากมาอยู่ที่นี่ กับ จอร์จตั้งแต่แรก
เขาโดนบังคับให้ฆ่าไก่ จนต้องแอบไปอ้วกตอนดึกๆจากความผะอืดผะอม
เขาโดนจอร์จแกล้ง จนต้องโดนส่งไปสถานกักกัน
เขาโดนปองร้ายว่า เป็นคนส่งวิดีโอเทป
แม้กระทั่งการแสดงถึงความเสียใจอย่างจริงใจ หรือกระทั่งชีวิต
ก็มิอาจเปลี่ยนความคิดของ จอร์จได้... เพราะเขาปักใจเชื่อเช่นนั้น เพราะความหวาดระแวงทำให้เขาเป็นเช่นนั้น

และพวกเราที่นั่งอ้าปากหวออยู่หน้าผืนผ้าใบ ก็คือ จอร์จ เบอร์ 1 เบอร์ 2 .... ไปเรื่อยๆนั่นเอง

ภาพตั้งกล้องในบ้านของจอร์จตอนเด็ก
อาจจะเป็นภาพจากวิดีโอเทป? ไม่มีใครรู้ได้
แต่ที่แน่ๆมันคือสิ่งที่เกิดขึ้น จากสายตาที่เป็นกลาง
เรารับรู้อะไรได้จากภาพเหล่านั้น

แล้วเมื่อตัดภาพไปที่สระว่ายน้ำ เราเห็นผู้คนในสังคม เดินเพ่นพ่านไปมา
เราเห็นอะไร... รับรู้อะไร... รู้สึกอะไร
ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพ ความจริง เหล่านี้หรือไม่?

หรือความจริงไม่มีอยู่จริงกันแน่
เพราะอย่าลืม
ภาพยนตร์คือความลวงที่วิ่งที่ความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที
ฮาเนเก้ ประสบความสำเร็จในการปั่นหัวพวกเราอีกครั้งหนึ่ง
............................

ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้วกลัวครับ
กลัวสังคม
กลัวคนรอบข้าง
กลัวสื่อ
....
เรายังเชื่อใจอะไรได้อีกหรือไม่
....
ที่แน่ๆ
ผมกลัว ฮาเนเก้มากๆเลยละ!!

lakari
18/01/2006


edit @ 2006/01/19 01:19:06

Comment

Comment:

Tweet


เรียนเกี่ยวกับเรื่อง mainstream media, neo-liberalism อยู่ครับ มาดู review นี้แล้วชอบมาก อยากขอเมลติดต่อเจ้าของ blog เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครับ :D
#7 by BnessMan (58.136.9.56) At 2009-04-08 01:34,
มันก็ถูกอย่างที่คุรว่ามา แต่ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับจอร์จล่ะ คุณจะทำอย่างไร คุณจะไม่panicเลยเหรอ?
ทุกวันนี้เราก็ต้องยอมรับว่าเราถูกสื่อครอบงำ แต่สื่อก็มีหน้าที่เสนอข่าว และอย่าลืมนะค่ะว่าสิ่งที่เราเรียกว่า "ข่าว" นั้น มันเป็นเพียง "ข้อเท็จจริง" เท่านั้น
#6 by Forchrissake! (58.8.25.214) At 2007-03-24 15:35,
รักข่าวนี้มาก
จากนิ่ว
#5 by (203.172.201.1 /10.250.165.101) At 2007-03-16 21:20,
ผมอย่างให้ข่าวนี้อยู่กับประเทภไทย
ด.ช.วิชาญ [ชื่อเล่าชื่อเปา]
#4 by (203.172.201.1 /10.250.165.101) At 2007-03-16 21:18,
I'd be dropped dead by then,
Because I thought Id give that stranger food. What's wrong with that?
#3 by Benia (161.200.255.162) At 2007-01-11 15:28,
อยากฟังบทวิจารณ์เรื่องมิวนิคอ่ะพี่ท็อป
มีเวลาไปดูยังคับ
ไปTHE STYLE FILM FEST
มารึป่าวพี่
#2 by เจมคับ (58.9.1.73) At 2006-02-15 23:44,
อืม โลกช่างโหดร้าย
#1 by หมูดำ At 2006-02-02 10:11,