2005/Jul/14

No Body Knows: no body cares, do you?

EAST MEETS WEST PROJECT: THEME LIFE
ในใจกลางเมืองโตเกียว
เด็ก 4 คนถูกทอดทิ้งให้อยู่กันตามลำพัง ไร้ผู้ซึ่งมีวุฒิภาวะ คอยควบคุมดูแลเอาใจใส่ พวกเขาไม่มีเงิน ไม่มีน้ำประปา และไม่มีไฟฟ้า...
และที่ สำคัญพวกเขาไม่มีใครให้ความรัก ความอบอุ่น

และที่สำคัญที่สุด นี่คือเรื่องจริง

*** บทวิจารณ์ด้านล่างนี้ มีการเฉลยส่วนสำคัญของเรื่อง ถ้ายังไม่ได้ชมภาพยนตร์ อาจจะทำให้เสียอรรถรสได้ ***

No Body knows เปิดเรื่องด้วยฉากในรถไฟ มีเด็กหนุ่มและเด็กสาวนั่งอยู่เงียบกริบ เด็หนุ่มเอามือลูบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่... เพราะภายในนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันมาก

ตัดมาที่ฉากที่ ตัวแม่ของเรื่องจำเป็นต้องโกหกกับเจ้าของอพาร์ตเมนต์ว่า มีลูกคนเดียว คือเธอและอาคิระเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว เธอยังซ่อนสมาชิกอีกสองคนไว้ในกระเป๋า และต้องไปรับอีก 1 คนมาทีหลัง

ภาพของครอบครัวนั้นแลดู วุ่นวายสักเล็กน้อยด้วยจำนวนคน แต่ก็แลดูเต็มไปด้วยความอบอุ่น สมาชิกน้อยๆทั้ง 4 ในครอบครัวอันได้แก่ อาคิระ ยูกิ เคียวโกะ และ ชิเกรุ ต่างก็ดูเป็นเด็กดี แลพอยู่ในโอวาทด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอาคิระ ที่ทำหน้าที่ต่างๆในบ้านได้อย่างคล่องแคล่ว และดูเหมือนจะโตกว่าวัยมาก

เรื่องราวของครอบครัวดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่ง วันหนึ่งที่แม่ ผู้นำหนึ่งเดียวของครอบครัว นั้นตัดสินใจทิ้งลูกๆของพวกเธอ เพื่อไปอยู่กับแฟนชายคนใหม่ โดยทิ้งภาระอันหนักอึ้งไว้บน อาคิระ พี่ชายคนโตวัย 12 ขวบ

... แล้วการผจญภัยครั้งสำคัญของชีวิตก็เกิดขึ้น ....
เรื่องราวหลังจากนี้เป็นอย่างไร ท่านที่ได้ชมไปก็คงทราบเรื่องราวกันแล้ว ผมจึงจะขอหยิบประเด็นที่น่าสนใจมาพูดถึงดีกว่า

การรอคอยความรักและการต่อต้านของเด็ก แสดงออกมาในตัวของยูกิ ที่เธอนั้นจะเผ้ารอให้แม่กลับมาทาเล็บให้เธอเสมอๆ เธอต้องการที่จะให้มีคนที่มาเติมเต็มในจุดนี้ แต่เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปจนเล็บที่ทาไว้ลอกหาย แม่ก็ยังไม่กลับมา และเมื่อแม่กลับมาจริงๆ อาการต่อต้านก็เกิดขึ้น จุดนี้นั้น น่าสนใจเกี่ยวกับสภาพการให้ความสนใจในตัวเด็กของครอบครัวเมืองในปัจจุบันแล้ว พ่อแม่บางคนก็บอกว่าไม่เข้าใจเด็กทั้งๆที่จริงแล้วพวกเขาต้องการ พ่อแม่มากที่สุด...
...เสื้อผ้าของแม่นั้น เป็นความทรงจำเดียวที่เหลืออยู่ และยูกิ ก็ไม่ต้องการให้มันจางหายไป

การหันหลังให้ของผู้ใหญ่ หรือ สังคม ... ภายในเรื่องนี้แสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่านสองตัวละครก็คือ ตัวแม่ และ ซากิ ตัวแม่นั้นน่าจะเป็นการแสดงให้เห็นถึง การกระทำของสังคมที่ไม่รู้จักคิด (เพราะลูกทั้ง 4 คนนั้น มีแม่คนเดียวกัน แต่มีพ่อต่างกันทั้งสิ้น) ส่วนซากิ เองก็ถูกกีดกันจากเพื่อนๆ โลกหมุนโคจรไปทุกๆวัน แล้วตัวละครที่เป็นเช่นนี้ ก็มีให้เห็นได้ทั่วไปในสังคมจริงๆ อาจจะไม่ได้ถูกทอดทิ้งในทางกายภาพแบบในหนัง แต่ในแง่ของจิตใจผมเชื่อว่า ยังมีอีกมาก กับเด็กที่ไมได้รับความอบอุ่น แล้วต้องเติบโตขึ้นมาจาก ความไร้ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่
ฉากที่สะเทือนใจมากๆ

คือฉากที่เคียวโกะ (น้องสาวคนเล็ก) ตกเก้าอี้เสียชีวิต แล้วอาคิระกลับมาพอดี พร้อมกับพบซองเงินที่ส่งมาจากแม่
ผมไม่รู้ว่า วินาทีนั้น อาคิระจะคิดอย่างไร
แต่ผมรู้สึกแค่ว่า
ถ้าแม่ (สะท้อนภาพความไร้ความรับผิดชอบของสังคมเมือง) หันมาดูและเพียงสักนิด ถ้าให้ความเอาใจใส่ ส่งเงินมาก่อนหน้านี้ หรือกลับมาดูแล เคียวโกะ ก็ไม่ต้องมาตายแบบนี้...
...เสียงรองเท้าของเธอ ตอนนำร่างเข้าไปบรรจุหีบนั้น ทำเอาผมขนลุก...
...มันเป็นเสียงเดียวกันกับเสียงที่ทำให้เราหัวเราะไปเมื่อก่อนหน้านี้ เป็นเสียงที่สุดแสนจะมีชีวิตชีวา
แต่กลับจะต้องมาเป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยินจากเธอเพราะความไร้ความรับผิดชอบของใครบางคน..

คำถามที่น่าสนใจถูกทิ้งเอาไว้ให้กับผู้ชมในฉากสุดท้ายของเรื่อง
ผมไม่รู้ว่าผู้กำกับจงใจหรือไม่
แต่ผมรู้สึกได้ว่า
ฉากสุดท้ายที่ชิเกรุหันหน้ามามองพวกเรา แล้วภาพ freeze เอาไว้นั้น
เขากำลังถามพวกเราว่า
คุณจะปล่อยให้มีเด็กที่ตกอยู่ในสภาพพวกเราอีกนานเท่าใด?

การถ่ายภาพในเรื่องนี้ ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ
ผมว่ามันมีการออกแบบมาที่ดีมากๆเลยนะ โดยเฉพาะการเลือกใช้การถ่ายแบบ handheld เป็นหลัก เพื่อให้ได้ภาพที่ดูสมจริง ในขณะที่บางฉากจะเน้นไปที่ความเป็นดราม่า และความเป็นภาพยนตร์นั้น ก็จะทำการจัดแสงให้เรารู้สึกได้ แล้วทำการถ่ายภาพในลักษณะใช้ขาตั้งกล้อง เพื่อให้เราได้ซึมซับกับอารมณ์ของภาพได้ดียิ่งขึ้น
อีกจุดที่น่าสนใจมากๆคือการเลือกถ่ายภาพในระยะ Close Up ไปที่ เสื้อผ้า ของเล่น ของใช้ ของเด็กๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสดใส ความต้องการของเด็กๆโดยเฉพาะเรื่องของรองเท้าที่แสดงออกมาได้ถึงหลายๆอย่าง แสดงถึงความเป็นเด็กๆที่ดีใจเมื่อเวลาได้รองเท้าใหม่ๆเสมอ จุดนี้ น่าสนใจมาก
การเลือกเล่าเรื่องแบบไม่บีบอารมณ์คนดู แต่กลับได้ผลในทางตรงกันข้ามคือ มันสะเทือนอารมณ์สุดๆไปเลย! มีหลายฉากที่ไม่ต้องมาบรรเลงเพลงซึ้งๆให้ผมเศร้าเลย แต่ด้วยภาพด้วยการแสดงด้วยบท ทุกอย่างมันอัดให้ความรู้สึกของภาพยนตร์วิ่งเข้ามาหาเราเองทั้งสิ้น
สิ่งสำคัญที่ผมต้องพูดถึงคือการแสดงที่เรียกได้ว่าสุดยอดสำหรับนักแสดงเด็กเอามากๆ (เสียใจด้วยนะ เด็กๆแฟนฉัน แต่อาคิระ และ เคียวโกะ เข้ามาอยู่เป็นนักแสดงเด็กในดวงใจผมแล้วล่ะ!!)

โดยสรุป นี่คือ Drama ที่ดีเอามากๆเรื่องหนึ่งของปีนี้ ถ้าคุณชอบหนังที่ค่อยๆเล่าเรื่องแต่ไม่บีบคั้นอารมณ์ก็ลองไปชมดู และผมก็ยังคิดว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดในโปรเจก East Meets West ด้วยครับ

Comment

Comment:

Tweet


เรื่องนี้เคยชมแล้ว น่าสงสาร
ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างมาจากเรื่องจริงHot! sad smile
#6 by OpelwaR ベリーズ工房 At 2011-02-28 01:34,
<a href="http://jmclgztppalttcl.com">sjiibregbjgjafx</a> http://qcriqjmfsvpnsvy.com [url=http://iucwbnmbylhrnop.com]doogkfhacubiyqw[/url]
#5 by oepwkfyodz (94.102.52.87) At 2010-06-14 09:16,
หนังเรีองนี้ได้ดูตอน วันที่ 24/ส.ค.2008
ชอบหนังเรีองมากๆ ดูแบบตาไม่กะพิเลย
ชอบหนังญี่ปุ่นในสมัยปี 2000-2003มากๆ
มีแต่หนังดีๆ เช่นเรีองนี้ก็ชอบมาก เห็นปะก็รู้เลยเลยเรีองนี้เป็นญี่ปุ่น แล้วก็ต้องดู

ใครที่ชอบหนังญี่ปุ่นใรสมัยปี2000-2003ก็มาเป็นเพื่อนคุยกันทีนะ ที่เมลของซู shusi_25@yahoo.co.th
#4 by ซู (125.24.203.71) At 2008-08-24 13:56,
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ได้ชมโดยบังเอิญ ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องนี้กวาดรางวัลมาหลายแห่ง
#3 by ทิววาริณ รัตน์ราตรี (202.29.60.39) At 2007-03-06 09:33,
ว๊าวววว!!!
อยากดู

แค่ชื่อเรื่องยังดูดเลยนะ
#2 by p r i n z e s s i n At 2005-08-30 17:12,
ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ
รู้สึกสะเทือนใจ มากๆ
โดยเฉพาะอากิระ แววตาสุดๆไปเลย

ถ้าเปรียบในเรื่อง ก็คงเป็น เด็กขายของในซุปเปอร์มาเก็ต
ช่วยเท่าที่ช่วยได้ แค่นั้น...หรือ
คิดถึงทีไรก็รู้สึกเศร้า เราทำได้แค่นั้นจิงๆเหรอ...
#1 by -- กำพล -- At 2005-07-14 19:39,