
***review ต่อไปนี้มีการ spoil หนังทั้งเรื่อง หากท่านยังไม่ได้ชมกรุณาอย่าอ่ฟานต่อ จะหาว่าไม่เตือน***
อาจจะมาโพสต์ช้าไปหน่อย เพราะพึ่งได้ไปดูมาวันนี้รอบ 2ทุ่ม 45 หากไปซ้ำกับกระทู้ก่อนหน้าผมขออภัย แต่อยากจะมานำเสนอความเห็นของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้
21 กรัม เป็นน้ำหนักที่หายไปในขณะเสี้ยววินาทีที่เราเสียชีวิตทันใด แต่เราได้สิ่งใดกลับมา?
หนังเริ่มเล่าเรื่องด้วยการโยนจิ๊กซอว์ที่ต่อกระจายให้กับคนดู โดยแต่ละชิ้นนั้นบ้างก็ดูแทบจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย บ้างก็มาปะติดปะต่อกันอย่างล่องลอย โดยแต่ละชิ้นก็เสนอเรื่องราวของสามชีวิตในเรื่องได้แก่ พอล (เพนน์) คริสติน่า (วัตตส์) และ แจ๊ค (เดลโทโร่)
ทำไมหนังต้องเล่าเรื่องราวสลับไปมาอย่างชวนเวียนหัว? ผมเชื่อว่าเป็นเพราะผู้กำกับต้องการจะสื่อสิ่งที่ตัว พอลได้พูดเอาไว้ว่ามันมีหลายสิ่งที่จะดลให้คนสองคนมาพบกัน และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น บางสิ่งอยู่ในมุมมองที่เราไม่สามารถรับรู้ได้
ผมจะไม่เล่าเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะคิดว่าทุกคนที่เข้าไปชมน่าจะรู้อยู่แล้วว่า a b c เกิดอะไรขึ้นบ้าง (ผมเชือว่าหนังนำเสนอได้ชัดเจนเพียงพอ)
แต่ผมจะมาลองวิเคราะห์ตัวละครที่สามารถวางเอาไว้ได้อย่างชาญฉลาดของผู้เขียนบท และผู้กำกับ
หนึ่งคือผู้คร่า หนึ่งคือผู้สูญเสีย และ หนึ่งคือผู้ได้ชีวิต
แต่ผู้ที่ได้ชีวิตนี้มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เขาจะทำอย่างไรกับเวลาที่เขามีอยู่ ก่อนที่ 21 กรัมในชีวิตของเขาจะจากเขาไป
การไปสร้างสัมพันธ์กับ คริสติน่าเป็นเสมือนการคืนอะไรบางสิ่งที่เธอสูญหายไป พอลไม่สามารถเข้าไปแทนที่สามีของเธอที่เสียชีวิตไปได้แน่นอน แต่สิ่งที่เขาพอจะทำได้ก็คือพยุงให้เธอมีชีวิตอย่างน้อยต่อไปได้สักเล็กน้อย คอยดูแลเธอเอาไว้ (และรักเธอด้วย) และตอบสนองความต้องการของเธอ
"ฉันจะต้องฆ๋ามัน" ประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของคริสติน่า ผมเชื่อเหลือเกินว่าในสถานการณ์นั้นๆ ผมก็สามารถฆ่าจอห์นได้อย่างไม่คิดมากเลย ชีวิตทั้งชีวิตของเธอต้องสลายไปเพราะความไม่รับผิดชอบของคนๆหนึ่ง
-พอล เสมือนเป็นสะพานเชื่อมของจุดแตกหักระหว่างสองตัวละคร-
เขาคิดวิธีที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุข
แน่นอนเขาไม่อยากให้ คริสติน่าฆ่าแจ๊ค และไม่อยากให้แจ๊คตาย (ผมคิดว่า พอลรู้เรื่องจอห์นดีพอ... แจ๊คมีลูกมีครอบครัว และได้กลับตัวแล้ว...)
ฉากเผชิญหน้ากันของสามตัวละครนั้น เรียกได้ว่าเป็นจุดไคลแมกซ์ที่สุดของเรื่อง (ที่มีการถ่ายทำออกมาได้อย่างกระชากอารมณ์อย่างแรง ด้วยเสียง องค์ประกอบภาพ และการใช้เกรนแตกๆของฟิล์ม ไม่รู้มีใครสังเกตไหม)
พอลหยุดทุกอย่างด้วยการยิงตัวเองทิ้ง
เค้าไม่ต้องการให้คนหนึ่งต้องกลายเป็นฆาตกร และอีกคนหนึ่งกลายเป็นเหยื่อ
แล้วพอลก็จากไป พร้อมกับน้ำหนัก 21 กรัม...
แต่สิ่งที่เค้าทิ้งไว้นั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ความหวังกับชีวิตใหม่...
ความหวังกับการกลับไปหาครอบครัว...
และ
การให้อภัย
ด้วยพลังการตัดต่อที่สามารถดึงความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมและสามารถยึดไม่ให้เราหลุดสมาธิออกไปจากจอได้แม้แต่แวบเดียว พร้อมแสดงให้เห็นถึงทฤษฏีที่พอลบอกคริสติน่าไว้ "การที่คนสองคนจะมาพบกันมีอะไรดลมากมายเหลือเกิน"
อีกทั้ง transition จาก ซีนหนึ่งไปอีกซีนหนึ่งยังทำได้ยอดเยี่ยม จากแก้วน้ำไปยังแก้วน้ำ จากโรงพยาบาล ไปยังโรงพยาบาล....
การใช้แสงในแต่ละฉากของตัวละครนั้นก็เต็มไปด้วยความหมาย การเลือกใช้เกรนฟิล์มที่ต่างกันส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผู้ชมโดยตรง โดยที่คนดูอาจจะไม่รู้สึก
และที่สำคัญคือพลังของนักแสดงทั้งสามที่เรียกได้ว่าขั้นสุดยอด
ข้อเสียที่ผมเห็นจะจับได้ในเรื่องดูจะเป็น เรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครพอล กับภรรยาของเขาที่จะลอยค่อนข้างมาก และบางครั้งดูไม่ค่อยมีความหมาย
ตัวพอลเองก็ดูค่อนข้างจะลอยและ motive ไม่ชัดเจนเท่าอีกสองตัวละครที่เหลือ (นี่กระมังทำให้ทั้ง 2 ที่เหลือได้เข้าชิงออสการ์จากเรื่องนี้) เสมือนว่าพอลดูจะเป็นตัวละครที่นำเสนอสิ่งที่ผู้เขียนบท และผู้กำกับอยากจะพูด โดยใช้เขาเสียมากกว่า ที่จะไปสวมอยู่ในเหตุการณ์นั้นอย่างเต็มที่
พลังของหนังเรื่องนี้นั้น เหนือคำบรรยาย
เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกชิ้นของ อีนาร์ตู